เมื่อภัยคุกคามยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสนามรบ การมีกองทัพที่เข้มแข็งอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องเป็นกองทัพที่สามารถเชื่อมโยงกำลังพล เทคโนโลยี และข้อมูลของทุกหน่วยเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
โลกปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งเน้นภัยคุกคามทางทหาร ปัจจุบันได้ขยายไปสู่หลายมิติ ทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ไซเบอร์ อวกาศ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รวมถึงภัยคุกคามรูปแบบผสมที่ผสานเครื่องมือทางทหารและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน
บริบทดังกล่าวทำให้การรักษาความมั่นคงไม่อาจพึ่งพาศักยภาพของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยการประสานกำลัง การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างเป็นระบบ
แนวคิด “One Team ทัพไทย” จึงเป็นทิศทางสำคัญในการยกระดับกองทัพไทยจากการปฏิบัติภารกิจตามความเชี่ยวชาญของแต่ละเหล่าทัพ ไปสู่การบูรณาการขีดความสามารถร่วมกัน เพื่อสร้างกองทัพปฏิบัติการร่วมที่ทันสมัย พร้อมพิทักษ์รักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ควบคู่กับการดูแลประชาชน
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนชัดเจนในการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมี พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุม เพื่อกำหนดทิศทางการปฏิบัติงานและบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
การประชุมครั้งนี้ยืนยันการสานต่อปณิธาน One Team ทัพไทย ภายใต้ 4 แกนหลัก ได้แก่ KINGDOM เพื่อราชอาณาจักรไทย PEOPLE เพื่อกำลังพล ครอบครัว และประชาชน FUTURE มุ่งสู่กองทัพที่ทันสมัย และ COMMITMENT พร้อมปฏิบัติทุกภารกิจและเผชิญทุกความท้าทาย พร้อมกำหนดแนวทางพัฒนากองทัพในปีงบประมาณ 2570 ให้ครอบคลุมทั้งความพร้อมรบ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตกำลังพล
.
🔵 จากความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สู่พลังปฏิบัติการร่วม
กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศต่างมีภารกิจและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ขณะที่กองบัญชาการกองทัพไทยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการและประสานการปฏิบัติร่วมระหว่างเหล่าทัพ การทำงานร่วมกันจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหลายมิติ
ตัวอย่างเช่น การรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนอาจต้องใช้ข้อมูลจากระบบเฝ้าตรวจ การลาดตระเวนภาคพื้นดิน การสื่อสารทางยุทธวิธี และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์อาจส่งผลกระทบต่อระบบสื่อสารและการควบคุมบังคับบัญชาได้โดยตรง
ในการประชุมครั้งนี้ จึงให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างความพร้อมรบ ทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ระบบควบคุมบังคับบัญชา และแผนป้องกันประเทศ ตลอดจนการนำบทเรียนจากการปฏิบัติที่ผ่านมาไปพัฒนาขีดความสามารถทางทหารให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบันและอนาคต
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการ Interoperability หรือความสามารถในการปฏิบัติงานร่วมกัน ซึ่ง NATO อธิบายว่าเป็นความสามารถของกำลังพล หน่วยงาน และระบบต่าง ๆ ในการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูล การใช้มาตรฐานและกระบวนการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกัน
หลักการนี้สะท้อนว่า One Team ไม่ใช่การทำให้ทุกเหล่าทัพทำงานเหมือนกัน แต่เป็นการนำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละหน่วยมาสนับสนุนกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติภารกิจ
.
🔵4 แกนหลัก ขับเคลื่อนกองทัพไทยสู่อนาคต
ปณิธาน One Team ทัพไทย ประกอบด้วย 4 แกนหลักที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่เป้าหมายด้านความมั่นคง การดูแลบุคลากร ไปจนถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางทหาร
• KINGDOM : เพื่อราชอาณาจักรไทย
มุ่งพิทักษ์รักษาอธิปไตย ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ โดยแนวทางปีงบประมาณ 2570 ให้ความสำคัญกับการพิทักษ์รักษาและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ การเสริมสร้างความพร้อมรบ และการพัฒนาแผนป้องกันประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี
• PEOPLE : ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชั้นยศ คือคนสำคัญ
ให้ความสำคัญกับกำลังพล ครอบครัว และประชาชน ผ่านการยกระดับคุณภาพชีวิต สิทธิ สวัสดิการ และการดูแลสุขภาพกายและจิตใจ รวมถึงการพัฒนาระบบทหารอาสา การช่วยเหลือทหารผ่านศึก และกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนดูแลครอบครัวของผู้เสียสละอย่างต่อเนื่อง
แนวคิดนี้สะท้อนว่าความเข้มแข็งของกองทัพไม่ได้ขึ้นอยู่กับยุทโธปกรณ์เท่านั้น แต่ยังต้องมีระบบดูแลกำลังพลซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ
• FUTURE : สู่กองทัพปฏิบัติการร่วมที่ทันสมัย
มุ่งพัฒนาระบบบัญชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรม โดยให้ความสำคัญกับหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย (Joint Capabilities Command: JCC) ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในการบูรณาการขีดความสามารถทางทหารทุกมิติ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างศูนย์บัญชาการทางทหารกับศูนย์ปฏิบัติการของเหล่าทัพ
สำหรับ JCC นั้น ข้อมูลจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ระบุว่า กองบัญชาการกองทัพไทยได้ชี้แจงแนวคิดการจัดตั้งหน่วยดังกล่าว โดยมีภารกิจบูรณาการขีดความสามารถร่วม โดยเฉพาะด้านปฏิบัติการไซเบอร์ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และการป้องกันภัยทางอากาศ พร้อมระบุแผนดำเนินการเพื่อเริ่มปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
.
การประชุมเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ยังคงระบุให้ JCC เป็นหนึ่งใน Flagship Project ที่มุ่งขับเคลื่อนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การยืนยันสถานะการจัดตั้งและผลการดำเนินงานจริงยังจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลความคืบหน้าจากหน่วยงานเจ้าของโครงการเพิ่มเติม
ขณะเดียวกัน ยังมีการพัฒนาระบบ Network Centric Operations (NCO) หรือการปฏิบัติการที่ใช้เครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ผ่านโครงการ “บันได 3 ขั้น” และระบบ Tactical Data Link (TDL) ซึ่งเป็นระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพื่อรองรับการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติ หรือ Joint All-Domain Operations (JADO)
ตามเอกสารยุทธศาสตร์และการพัฒนากองทัพ พ.ศ. 2569–2580 ของกระทรวงกลาโหม NCO มีเป้าหมายสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานและสร้างการรับรู้สถานการณ์ร่วมกัน ส่วน TDL มุ่งเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบและอุปกรณ์ของหน่วยทางบก อากาศยาน และเรือรบ เพื่อสนับสนุนการควบคุมบังคับบัญชาและการปฏิบัติการร่วม
นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) การใช้งานและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) และเทคโนโลยีควอนตัม โดยนำเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาทางทหารทุกระดับ เพื่อเตรียมกำลังพลให้พร้อมต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่
• COMMITMENT : บรรลุทุกภารกิจและความท้าทาย
เน้นการเตรียมความพร้อมด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และแผนปฏิบัติการ เพื่อรักษาอธิปไตยและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการประสานความร่วมมือ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี และการพัฒนาการสื่อสารทางยุทธศาสตร์ให้มีเอกภาพ
ทั้ง 4 แกนหลักจึงสะท้อนการพัฒนากองทัพที่ให้ความสำคัญกับภารกิจ บุคลากร เทคโนโลยี และความรับผิดชอบต่อประเทศควบคู่กัน
.
🔵 ความมั่นคงที่ประชาชนสัมผัสได้ มากกว่าการป้องกันประเทศ
อีกหนึ่งมิติสำคัญของ One Team ทัพไทย คือการนำศักยภาพของกองทัพมาสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์สาธารณภัยและภัยพิบัติ ซึ่งต้องอาศัยกำลังพล ยานพาหนะ อากาศยาน ระบบสื่อสาร และการประสานงานระหว่างหน่วยงาน
ในการประชุมครั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเน้นย้ำให้ทุกเหล่าทัพเพิ่มขีดความสามารถของหน่วยช่วยเหลือประชาชน พร้อมบูรณาการแผนเผชิญเหตุ เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ และการฝึกร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ภาวะปกติ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
แนวทางนี้สอดคล้องกับกรอบการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเซนได ค.ศ. 2015–2030 ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความเสี่ยง การเสริมสร้างระบบบริหารจัดการ การลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง และการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดอุทกภัย การช่วยเหลือประชาชนอาจต้องอาศัยกำลังพลในการอพยพ เรือและยานพาหนะในการเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย อากาศยานในการสำรวจสถานการณ์ ตลอดจนระบบสื่อสารเพื่อประสานการปฏิบัติงาน
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงการป้องกันภัยคุกคามจากภายนอกประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการปกป้องชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชนเมื่อเผชิญกับวิกฤตด้วย
.
🔵 ความท้าทายสำคัญ คือทำให้ความร่วมมือเกิดผลจริง
แม้การบูรณาการทุกเหล่าทัพจะเป็นทิศทางสำคัญ แต่การนำไปปฏิบัติยังมีความท้าทาย ทั้งความแตกต่างด้านโครงสร้างการบังคับบัญชา ระบบข้อมูล มาตรฐานอุปกรณ์ และกระบวนการทำงานของแต่ละหน่วย
การขับเคลื่อน One Team จึงต้องอาศัยการฝึกร่วม การกำหนดมาตรฐานการทำงาน การทดสอบระบบ และการนำบทเรียนจากภารกิจจริงมาปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูล ความพร้อมของบุคลากร และความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากรของประเทศ
ดังนั้น ความสำเร็จไม่ควรวัดเพียงจำนวนโครงการหรือการประชุม แต่ควรพิจารณาจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง เช่น ความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วย การลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน ความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ และประสิทธิภาพในการช่วยเหลือประชาชน
.
🔵 “One Team ทัพไทย” พลังร่วมเพื่อความมั่นคงของประเทศ
การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สะท้อนทิศทางการพัฒนากองทัพไทยที่มุ่งบูรณาการความร่วมมือ ตั้งแต่การพิทักษ์รักษาอธิปไตย การเสริมสร้างความพร้อมรบ การพัฒนาเทคโนโลยี ไปจนถึงการดูแลกำลังพลและช่วยเหลือประชาชน
อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงของประเทศไม่ใช่ภารกิจของกองทัพเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ในโลกที่ภัยคุกคามมีความซับซ้อนมากขึ้น ความเข้มแข็งของประเทศจึงไม่ได้เกิดจากการที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งมีศักยภาพสูงสุดเพียงลำพัง แต่เกิดจากการที่ทุกหน่วยสามารถนำจุดแข็งของตนมาประสานกัน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน
.
“One Team ทัพไทย” จึงไม่ใช่เพียงการรวมพลังของทุกเหล่าทัพ แต่คือการสร้างพลังร่วมเพื่อพิทักษ์ประเทศ ดูแลประชาชน และวางรากฐานความมั่นคงให้พร้อมสำหรับอนาคต
.
แหล่งอ้างอิง
[1] กระทรวงกลาโหม — เอกสารยุทธศาสตร์และการพัฒนากองทัพ พ.ศ. 2569–2580 (Ministry of Defence White Paper 2026–2037) โดยเฉพาะบทที่ 6 หัวข้อการปฏิบัติการร่วมกองทัพไทย หน้า 44 และส่วนแนวทางการพัฒนา NCO และ TDL
[2] กรมประชาสัมพันธ์ — ข่าวการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2570 วันที่ 29 ตุลาคม 2569
[3] NATO — Interoperability: Connecting Forces อธิบายหลักการปฏิบัติงานร่วม การแลกเปลี่ยนข้อมูล การฝึก และมาตรฐานร่วม
[4] สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) — ข่าวแนวคิดการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วมกองทัพไทย (JCC) วันที่ 30 ธันวาคม 2568
[5] United Nations Office for Disaster Risk Reduction (UNDRR) — Sendai Framework for Disaster Risk Reduction 2015–2030