ความมั่นคงพลังงานไทย ในวันที่โลกเผชิญความผันผวน

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลเฉพาะประเทศคู่ขัดแย้ง แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบพลังงานและเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีความสำคัญต่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
.
ช่องแคบฮอร์มุซ จุดยุทธศาสตร์สำคัญของพลังงานโลก

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านยังคงเป็นประเด็นที่นานาชาติติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 มีรายงานว่าสหรัฐฯ ปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายบนเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าเป็นปฏิบัติการในลักษณะป้องกันตนเอง และมีขอบเขตจำกัด ไม่ใช่การกลับเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ในพื้นที่ยังมีความเปราะบาง และจำเป็นต้องติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

เหตุผลที่ช่องแคบฮอร์มุซได้รับความสนใจจากนานาชาติ ไม่ได้มีเพียงความสำคัญทางภูมิศาสตร์หรือการทหารเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก เนื่องจากเป็นทางผ่านเชื่อมอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมานและทะเลอาหรับ รองรับการขนส่งน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลางไปยังตลาดต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเชีย

ข้อมูลจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (U.S. Energy Information Administration: EIA) ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มีน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเฉลี่ยประมาณ 20.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของการบริโภคปิโตรเลียมเหลวทั่วโลก และประมาณหนึ่งในสี่ของปริมาณการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ผ่านเส้นทางดังกล่าวเฉลี่ย 11.4 พันล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของการค้า LNG โลก

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลปริมาณการขนส่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ไม่ใช่ปริมาณการเดินเรือ ณ ปัจจุบัน แต่แสดงให้เห็นถึงระดับความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อระบบพลังงานโลก และเหตุใดความขัดแย้งหรือข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในพื้นที่จึงอาจส่งผลต่อการขนส่งและตลาดพลังงานระหว่างประเทศได้
.
จากความขัดแย้งในภูมิภาค สู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของไทย

เมื่อเส้นทางขนส่งพลังงานที่มีความสำคัญเกิดความไม่แน่นอน ผลกระทบอาจส่งผ่านไปยังตลาดโลกได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาด ต้นทุนการขนส่ง ค่าประกันภัยเรือบรรทุกสินค้า และการประเมินความเสี่ยงของผู้ประกอบการ ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนทางธุรกิจเกิดความผันผวนได้

สำหรับประเทศไทย ประเด็นดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงาน เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะน้ำมันดิบจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

รายงานนโยบายการเงินไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางคิดเป็นประมาณร้อยละ 59 ของมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์ในภูมิภาคดังกล่าวกับต้นทุนด้านพลังงานของไทย

นอกจากนี้ ผลสำรวจภาคธุรกิจของธนาคารแห่งประเทศไทยในเดือนเมษายน 2569 จากผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 217 ราย พบว่า ร้อยละ 81 ของผู้ตอบแบบสำรวจรายงานว่ามีต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยแรงกดดันด้านต้นทุนเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ภาคธุรกิจต้องติดตามและบริหารจัดการ 

ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลสำรวจจากกลุ่มผู้ประกอบการที่เข้าร่วมตอบแบบสอบถาม ไม่ใช่สถิติที่สะท้อนธุรกิจทุกแห่งทั่วประเทศ แต่ช่วยให้เห็นภาพผลกระทบที่เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจบางส่วนได้ชัดเจนขึ้น

หากความไม่แน่นอนด้านพลังงานยืดเยื้อ ผลกระทบอาจขยายไปสู่ต้นทุนการผลิต การขนส่งสินค้า และราคาสินค้าในบางหมวด ซึ่งท้ายที่สุดอาจเกี่ยวข้องกับค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม ระดับผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาและความรุนแรงของสถานการณ์ ราคาพลังงานในตลาดโลก แหล่งนำเข้าที่สามารถทดแทนได้ ตลอดจนมาตรการบริหารจัดการของภาครัฐและภาคเอกชน

ความผันผวนของตลาดพลังงานไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานหรือราคาสินค้าจะปรับสูงขึ้นทันที แต่เป็นความเสี่ยงที่ควรติดตามและเตรียมพร้อมรับมืออย่างรอบด้าน
.
ความมั่นคงทางพลังงาน ไม่ใช่เพียงเรื่องของปริมาณสำรอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า ความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีน้ำมันสำรองเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับความสามารถในการบริหารจัดการแหล่งพลังงาน ระบบขนส่ง และต้นทุนในระยะยาว

แนวทางสำคัญที่ประเทศไทยสามารถดำเนินการควบคู่กัน ได้แก่
     1. กระจายแหล่งนำเข้าพลังงาน
ลดการพึ่งพาแหล่งนำเข้าจากภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มความหลากหลายของแหล่งจัดหาพลังงาน เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งเฉพาะพื้นที่
     2. บริหารจัดการน้ำมันสำรองและระบบจัดหา
ติดตามสถานการณ์ปริมาณสำรอง การนำเข้า และความต้องการใช้พลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถวางแผนจัดหาและกระจายพลังงานได้อย่างเหมาะสมเมื่อเกิดความผันผวน
     3. ส่งเสริมพลังงานทางเลือกและพลังงานหมุนเวียน
เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานจากแหล่งอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศในระยะยาว
     4. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
สนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และประชาชนใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า ลดการสูญเสีย และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ช่วยประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุนได้อย่างต่อเนื่อง
     5. ติดตามสถานการณ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ
ติดตามข้อมูลจากหน่วยงานด้านพลังงานและองค์กรระหว่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ พร้อมประสานความร่วมมือด้านการค้า การขนส่ง และการจัดหาพลังงาน เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น
.
บทเรียนจากช่องแคบฮอร์มุซ กับโจทย์พลังงานของประเทศไทย
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้เห็นชัดว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นห่างไกลจากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันของประชาชนผ่านระบบพลังงานโลกได้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับเส้นทางขนส่งที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
.
สำหรับประเทศไทย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าจะเกิดวิกฤตพลังงานขึ้นเมื่อใด แต่คือการเตรียมความพร้อมบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้า การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมพลังงานทางเลือก และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เพราะความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายถึงการรับมือเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่หมายถึงการวางระบบให้ประเทศสามารถปรับตัวและดำเนินต่อไปได้ แม้ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก
.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[1] Reuters, 3 November 2026. รายงานปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายบนเกาะ Qeshm ของสหรัฐฯ
[2] U.S. Energy Information Administration (EIA), World Oil Transit Chokepoints, updated 3 March 2026.
[3] ธนาคารแห่งประเทศไทย, รายงานนโยบายการเงิน ไตรมาสที่ 1 ปี 2569.
[4] ธนาคารแห่งประเทศไทย, ผลสำรวจภาคธุรกิจเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เดือนเมษายน 2569


Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 196,934,845