เกมการทูตสามฝ่าย จีน–ไทย–กัมพูชา กับโจทย์รักษาเสถียรภาพภูมิภาค

วงน้ำชาที่กรุงปักกิ่งสะท้อนบทบาทจีนในการสนับสนุนการลดความตึงเครียด ขณะที่ไทยเดินหน้ารักษาจุดยืนผ่านกระบวนการกฎหมายระหว่างประเทศ
.
การพบปะระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทย จีน และกัมพูชา ณ กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 แม้มีรูปแบบเป็นเพียงการจิบน้ำชาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่สะท้อนความเคลื่อนไหวทางการทูตที่น่าจับตา ท่ามกลางความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชา ที่ยังมีประเด็นข้อพิพาทและความท้าทายด้านความมั่นคง

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจีนต้องการเห็นทั้งสองประเทศกลับมาปรับความสัมพันธ์ แต่ยังอยู่ที่บทบาทของจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจในภูมิภาค และการรักษาจุดยืนของไทยในการแก้ไขข้อพิพาทผ่านกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ
.
วงน้ำชาสามฝ่าย สัญญาณทางการทูตจากปักกิ่ง
เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย และนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา ร่วมพบปะระหว่างการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 11 ณ กรุงปักกิ่ง

กระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ทั้งสามฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับความร่วมมือในภูมิภาค มาตรการสร้างความไว้วางใจ และการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดที่มีการกล่าวอ้างว่าจีนเสนอให้กรุงปักกิ่งเป็นสถานที่เจรจารอบใหม่ และฝ่ายไทยตอบว่าต้องรอให้กระบวนการ UNCLOS เสร็จสิ้นก่อน ยังไม่มีหลักฐานจากแถลงการณ์ทางการที่ยืนยันถ้อยคำดังกล่าว จึงควรแยกออกจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้

การพบปะครั้งนี้จึงควรมองเป็นสัญญาณว่าจีนต้องการสนับสนุนบรรยากาศการพูดคุยและลดความตึงเครียด มากกว่าจะสรุปว่าจีนเข้ามาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่างเป็นทางการแล้ว
.
จีนกับบทบาทผู้สร้างสมดุลในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
การที่จีนเลือกใช้เวทีการประชุมแม่โขง–ล้านช้าง เป็นพื้นที่พบปะสามฝ่าย มีนัยสำคัญทางการทูต เพราะจีนเป็นมหาอำนาจที่มีบทบาทและอิทธิพลต่อทิศทางความร่วมมือในอนุภูมิภาค

การเปิดพื้นที่ให้ไทยและกัมพูชาพูดคุยจึงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของจีนที่ต้องการรักษาเสถียรภาพของภูมิภาค เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอาจกระทบต่อการค้า การลงทุน การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือข้ามพรมแดน

อย่างไรก็ตาม บทบาทของจีนยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน เพราะจีนมีความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์กับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับกัมพูชาที่มีความใกล้ชิดในหลายมิติ การแสดงบทบาทสนับสนุนสันติภาพจึงเป็นทั้งการส่งเสริมเสถียรภาพและการรักษาผลประโยชน์ของจีนในภูมิภาคไปพร้อมกัน
.
ไทยยึดกระบวนการกฎหมาย รักษาสมดุลทางการทูต
สำหรับไทย ความท้าทายสำคัญคือการรักษาความสัมพันธ์กับจีนและกัมพูชา ควบคู่กับการปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะประเด็นเขตทางทะเลที่อยู่ระหว่างกระบวนการประนอมข้อพิพาทภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือ UNCLOS

ความคืบหน้าล่าสุดที่สำคัญคือ การประชุมคณะกรรมการประนอมข้อพิพาทครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 14–18 ตุลาคม 2569 ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงมาตรการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างกัน ครอบคลุมการสื่อสารต่อสาธารณะอย่างสร้างสรรค์ การหลีกเลี่ยงข้อมูลบิดเบือน และการใช้ความยับยั้งชั่งใจ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อกระบวนการประนอมข้อพิพาท

การประชุมครั้งที่ 3 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–27 พฤศจิกายน 2569 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย 

ประเด็นนี้สะท้อนว่าไทยยังมีช่องทางดำเนินการผ่านกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมโดยมีคณะกรรมการประนอมข้อพิพาททำหน้าที่อำนวยความสะดวก ไม่ใช่การตัดสินชี้ขาดข้อพิพาทโดยศาลระหว่างประเทศ

ดังนั้น การรักษาความต่อเนื่องของกระบวนการดังกล่าวจึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้การแก้ไขปัญหาตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และข้อมูลทางเทคนิค มากกว่าการใช้แรงกดดันทางการเมืองหรือการเจรจาที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจคลาดเคลื่อน
.
กัมพูชาก็ใช้เวทีจีนสื่อสารจุดยืน
ในอีกด้านหนึ่ง การเข้าร่วมวงน้ำชาครั้งนี้ยังเป็นโอกาสของกัมพูชาในการแสดงจุดยืนต่อจีนและประชาคมระหว่างประเทศ โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นายปรัก สุคน กล่าวชื่นชมบทบาทของจีนในการสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทไทย–กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและการเจรจา 

จึงเห็นได้ว่าทั้งสองประเทศต่างใช้เวทีความสัมพันธ์กับจีนเป็นช่องทางสื่อสารจุดยืนและรักษาผลประโยชน์ของตนเอง ขณะที่จีนก็มีโอกาสแสดงบทบาทสนับสนุนเสถียรภาพในภูมิภาค

สิ่งที่ต้องจับตาคือ การสื่อสารทางการทูตจะสามารถนำไปสู่การปฏิบัติจริงได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการลดความตึงเครียด การสร้างความไว้วางใจ และการดำเนินมาตรการที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไว้
.
โจทย์สำคัญของไทย : สันติภาพต้องเดินคู่กับหลักการ
วงน้ำชาที่กรุงปักกิ่งอาจยังไม่ใช่จุดเปลี่ยนสำคัญของข้อพิพาทไทย–กัมพูชา แต่เป็นภาพสะท้อนว่าปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเจรจาระดับทวิภาคีอีกต่อไป หากยังเชื่อมโยงกับบทบาทของมหาอำนาจและเสถียรภาพของภูมิภาค

สำหรับรัฐบาลไทย สิ่งสำคัญคือการใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์กับจีนเพื่อสนับสนุนบรรยากาศแห่งสันติภาพ โดยไม่ทำให้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่กำลังดำเนินอยู่สูญเสียความต่อเนื่อง พร้อมรักษาจุดยืนด้านอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุด การคลี่คลายข้อพิพาทไทย–กัมพูชา ไม่อาจวัดผลจากภาพการพบปะหรือถ้อยแถลงทางการทูตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากการปฏิบัติตามข้อตกลง การลดความตึงเครียด และความจริงใจในการแก้ไขปัญหาผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ

เพราะการรักษาสันติภาพไม่ใช่การยอมถอยจากหลักการ แต่คือการหาทางออกที่ทำให้ประเทศสามารถรักษาผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของตนเองได้ โดยไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว
.
แหล่งข้อมูล
[1] กระทรวงการต่างประเทศจีน – การพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศจีน ไทย และกัมพูชา (4 พ.ย. 2569)
[2] กระทรวงการต่างประเทศไทย – การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 11
[3] Permanent Court of Arbitration (PCA) – ผลการประชุมประนอมข้อพิพาทไทย–กัมพูชา ครั้งที่ 2
[4] กรมประชาสัมพันธ์ – ความคืบหน้าการประชุม UNCLOS ครั้งที่ 2
[5] Agence Kampuchea Presse (AKP) – ข้อตกลงมาตรการสร้างความเชื่อมั่นไทย–กัมพูชา
[6] Xinhua – ท่าทีของจีนและกัมพูชาต่อการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี

บทความโดย นิภาพร เทศประสิทธิ์ นักสื่อสารมวลชน กองส่งเสริมการประสัมพันธ์ภาครัฐ


Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 196,934,845