รัฐบาลไทยเดินหน้าเยียวยาชายแดน เร่งพยุงเศรษฐกิจ-รักษาเสถียรภาพการค้า

รัฐบาลไทยเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือทางการเงิน ขณะที่ภาคธุรกิจปรับห่วงโซ่อุปทานเพื่อรับมือแรงสั่นสะเทือนจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาในปี 2568 สร้างผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากใน 7 จังหวัดชายแดนของไทย และทำให้การค้าชายแดนหยุดชะงัก ท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง รัฐบาลไทยได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อพยุงและสร้างเสถียรภาพให้กับเศรษฐกิจชายแดน

เร่งช่วยเหลือและฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

การให้ความช่วยเหลือทางการเงินแบบเร่งด่วน ถือเป็นก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในการรักษาเสถียรภาพทางสังคม ท่ามกลางความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อชุมชนที่ต้องอพยพออกจากพื้นที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการชดเชยภายใต้กรอบงบประมาณ 2.33 พันล้านบาท ครอบคลุม 467,128 ครัวเรือนใน 7 จังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบ โดยใช้ระบบจ่ายเงิน 2 ระดับ ได้แก่ ครัวเรือนที่ต้องอพยพตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป รับเงินช่วยเหลือ 5,000 บาท และครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบไม่เกิน 7 วัน รับเงินช่วยเหลือ 2,000 บาท

เงินช่วยเหลือเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองภาวะฉุกเฉินในภาพรวม ซึ่งรวมถึงการระดมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และการจัดหาเสบียงจำเป็นให้กับศูนย์พักพิงชั่วคราว อย่างไรก็ดี การเสริมสร้างเสถียรภาพในระดับครัวเรือนเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของโจทย์ เพราะรัฐบาลยังต้องเผชิญภารกิจใหญ่ในการกอบกู้เศรษฐกิจชายแดนที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ฟื้นฟูการค้าชายแดนและหาเส้นทางใหม่

วิกฤตครั้งนี้สะท้อนความจำเป็นในการเสริมความแข็งแรงของเครือข่ายการผลิตและการค้าข้ามแดนที่เชื่อมกับฐานการผลิตของไทย ส่งผลให้หลายอุตสาหกรรมต้องปรับตัว ตั้งแต่อุตสาหกรรมจัดเก็บข้อมูล อุตสาหกรรมยานยนต์ ไปจนถึงสิ่งทอ

เพื่อลดความเปราะบางเชิงระบบ กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาตรการหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าและกิจกรรมการค้าชายแดนเพื่อกระจายการส่งออกไปยังลาว เมียนมา มาเลเซีย และจีน ควบคู่กับการรณรงค์ภายในประเทศ เช่น โครงการ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย” เพื่อดูดซับแรงกระแทกจากภายนอก

ด้านสภาพคล่อง สถาบันการเงินของรัฐได้ออกมาตรการสนับสนุนต่อเนื่องเพื่อลดแรงกดดันทางการเงินและให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้ ตัวอย่างเช่น

  • พักชำระหนี้เงินต้น เพื่อลดภาระเร่งด่วนและแรงกดดันให้กับลูกหนี้
  • สินเชื่อฉุกเฉิน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรและ SME เพื่อใช้จ่ายจำเป็นและฟื้นฟูกิจการ
  • เสริมสภาพคล่อง เพิ่มวงเงินสินเชื่อให้ผู้ส่งออก และขยายระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อพยุงการดำเนินงานของธุรกิจ

สร้างความยืดหยุ่นบนแนวชายแดนที่เปราะบาง

หลังวิกฤต ผู้ประกอบการไทยแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการปรับตัวอย่างเด่นชัด หลายรายเริ่มเปลี่ยนไปใช้เส้นทางขนส่งทางน้ำ หรือขนส่งผ่านประเทศลาว เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดด่านชายแดน แม้การอ้อมเส้นทางจะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นมากกว่า 30% และใช้เวลาเพิ่มขึ้นอีก 2-4 วัน แต่ก็เป็นความพยายามรักษากิจกรรมทางการค้าให้เดินต่อได้

ความยืดหยุ่นของภาคเอกชน เมื่อทำงานควบคู่กับมาตรการภาครัฐที่ครอบคลุม สะท้อนความพยายามร่วมกันในการวางฐานเศรษฐกิจให้แข็งแรงขึ้นในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์สูง


ความคิดเห็น

สงวนลิขสิทธิ์ 2022 โดย กรมประชาสัมพันธ์
สถิติการเข้าชม : 120,778,509