ใครกันแน่ที่กำลังด้อยค่าชาวมุสลิม? เมื่อความรุนแรงในนามของการต่อสู้ กลายเป็นอาวุธที่ทำลายพี่น้องร่วมศาสนา

ใครกันแน่ที่กำลังด้อยค่าชาวมุสลิม? เมื่อความรุนแรงในนามของการต่อสู้ กลายเป็นอาวุธที่ทำลายพี่น้องร่วมศาสนา
ในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างประเทศไทย ประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ศาสนา และความเชื่อ มักเป็นจุดเปราะบางที่ถูกหยิบยกมาสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนได้ง่าย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ซึ่งความขัดแย้งยืดเยื้อมาเป็นเวลานาน ได้กลายเป็นสนามอารมณ์และพื้นที่ทดลองของวาทกรรมทางการเมืองหลากหลายรูปแบบ หนึ่งในวาทกรรมที่ถูกผลิตซ้ำและหยิบยกขึ้นมาสื่อสารอยู่เสมอโดยกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) และแนวร่วม คือข้อกล่าวหาที่ว่า "ประเทศไทยกำลังด้อยค่าชาวมุสลิม" โดยอาศัยเรื่องศาสนา อัตลักษณ์ และความรู้สึกของประชาชนมาเป็นเครื่องมือสร้างความแตกแยกและความไม่ไว้วางใจระหว่างผู้คน
.
วาทกรรมดังกล่าวถูกนำมาใช้เพื่อปลุกเร้าความรู้สึกร่วม สร้างความโกรธเกรี้ยว และดึงเอาประเด็นทางศาสนามาเป็นเครื่องมือแบ่งแยกผู้คนออกจากกัน ทว่า หากเราถอยออกมามองด้วยสติและพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่อย่างรอบด้าน เราจะพบกับความจริงอันเจ็บปวดที่สวนทางกับคำกล่าวอ้างนั้นอย่างสิ้นเชิง เพราะคำถามที่สังคมต้องช่วยกันขบคิดอย่างจริงจังในวันนี้ คือแท้จริงแล้ว ใครกันแน่ที่กำลังด้อยค่าและทำลายศักดิ์ศรีของชาวมุสลิม?
.
ความย้อนแย้งของการใช้ความรุนแรง เมื่อผู้บริสุทธิ์ต้องรับเคราะห์ในนามของการ "ปลดปล่อย"
.
หากย้อนพิจารณาถึงต้นตอของการใช้วาทกรรมของกลุ่มขบวนการ จะพบว่าไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสุ่มสี่สุ่มห้า แต่เป็นกระบวนการทางสงครามข่าวสารและการชักจูงความคิดที่วางโครงสร้างมาอย่างเป็นระบบ โดยการนำบาดแผลทางประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าของอดีตอาณาจักรปัตตานีโบราณ และอัตลักษณ์ทางศาสนามาเจือปนกับเป้าหมายทางการเมือง ขณะเดียวกันก็ฉวยโอกาสนำเอาความบกพร่อง ช่องว่างจากกระบวนการยุติธรรม หรือเหตุการณ์ความผิดพลาดในอดีตของภาครัฐมาโหมกระแส สร้างสภาวะแบ่งแยกระหว่าง "พวกเรา" ผู้ถูกกระทำ กับ "พวกเขา" ผู้กดขี่ เพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณการตอบโต้และปกป้องตนเอง
.
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ความรุนแรงนับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการลอบยิง การวางระเบิด หรือการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในชุมชน สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือ ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้มีเพียงคนต่างศาสนา แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง พวกเขาคือชาวบ้านตาดำๆ คนในชุมชนเดียวกันที่มีวิถีชีวิต ความเชื่อ และศรัทธาในศาสนาอิสลามไม่ต่างจากผู้ก่อเหตุเลยแม้แต่น้อย คำถามที่ดังขึ้นในใจของผู้คนคือ แล้วคนเหล่านี้มีความผิดอะไร? ทำไมประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่ได้เลือกวิถีแห่งความขัดแย้ง และไม่ได้ต้องการความรุนแรง จึงต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์และต้องเซ่นสังเวยชีวิต ร่างกาย หรืออนาคตให้กับกลุ่มคนที่อ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของพวกเขา?
.
ภาพจำที่บิดเบือน ภาระทางสังคมที่พี่น้องมุสลิมต้องแบกรับ
.
นี่คือความย้อนแย้งของกลุ่มขบวนการที่ไม่อาจมองข้ามได้ เพราะการกระทำที่สร้างความหวาดกลัว ทำลายชีวิต ลิดรอนเสรีภาพ และพรากอนาคตของประชาชน ไม่ได้ช่วยยกระดับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือยกย่องเกียรติของพี่น้องมุสลิมให้สูงขึ้นเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม สิ่งเหล่านี้กลับส่งผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยกลยุทธ์การสื่อสารของกลุ่มขบวนการมักใช้การกรอบประเด็นทางศาสนาเพื่อผูกขาดความเป็นตัวแทน อ้างการต่อสู้เพื่อศาสนาเพื่อบังคับให้ผู้เห็นต่างถูกมองว่าทรยศ พร้อมทั้งใช้กลยุทธ์ตักตักเลือกโศกเศร้า ปลุกกระแสเมื่อเกิดความสูญเสียกับฝั่งตนเอง แต่กลับเงียบเฉยเมื่อเหยื่อความรุนแรงเป็นชาวบ้านมุสลิม เด็ก หรือพระสงฆ์ ทั้งยังพยายามเปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็น "การป้องกันตัว" ผ่านช่องทางสื่อดิจิทัล บัญชีอวตาร การปั่นแฮชแท็ก และการปลูกฝังความคิดในระดับฐานราก
.
การก่อเหตุความรุนแรงในนามของอุดมการณ์ที่บิดเบือน ส่งผลให้สังคมภายนอกและสื่อต่างๆ เผลอมองภาพของชาวมุสลิมผ่านเลนส์ของความรุนแรง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชนมุสลิมส่วนใหญ่เป็นผู้บริสุทธิ์ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ทำมาหากิน เลี้ยงดูครอบครัว และปฏิบัติศาสนกิจภายใต้หลักคำสอนแห่งความสันติของอิสลามอย่างเคร่งครัด การกระทำของกลุ่มขบวนการต่างหากที่สร้างภาระอันหนักอึ้งให้กับพี่น้องมุสลิมในชีวิตประจำวัน เพราะนอกจากพวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัวและความสูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงแล้ว พวกเขายังต้องเหน็ดเหนื่อยกับการอธิบายให้สังคมวงกว้างเข้าใจอยู่เสมอว่า ความเชื่อและหลักคำสอนทางศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้ใช้ความรุนแรงทำร้ายผู้บริสุทธิ์ และชาวมุสลิมไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันหรือสนับสนุนการกระทำของกลุ่มขบวนการ
.
ความจริงที่ต้องตระหนัก BRN ไม่ใช่ตัวแทนของชาวมุสลิม
.
สิ่งสำคัญที่สุดที่สังคมไทยทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ "กลุ่มบีอาร์เอ็น (BRN) ไม่ใช่ตัวแทนของชาวมุสลิม และการกระทำอันป่าเถื่อนของกลุ่มขบวนการ ก็ไม่ใช่ภาพสะท้อนของศาสนาอิสลามแต่อย่างใด"
.
อิสลามเป็นศาสนาแห่งความสันติที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องชีวิต เลือดเนื้อ และเกียรติยศของเพื่อนมนุษย์ การอ้างศาสนามาเป็นใบอนุญาตในการฆ่าฟัน สร้างความแตกแยก และทำลายล้างทรัพย์สิน จึงเป็นการบิดเบือนคำสอนอย่างร้ายแรงเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ทางการเมืองและอำนาจของคนบางกลุ่มเท่านั้น ดังนั้น การจะมองหาผู้ที่ด้อยค่าชาวมุสลิมอย่างแท้จริง จึงไม่ควรพุ่งเป้าไปที่ภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้น แต่มองย้อนไปยังต้นตอของปัญหา นั่นคือกลุ่มขบวนการที่ใช้ความรุนแรงและสร้างบาดแผลให้กับพี่น้องร่วมศาสนาของตนเองต่างหาก
.
แท้จริงแล้ว สัจธรรมในเรื่องนี้เรียบง่ายและชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนที่รักและเคารพประชาชนอย่างแท้จริง ต้องไม่ทำให้ประชาชนหวาดกลัว และคนที่ต้องการปกป้องศักดิ์ศรีของชาวมุสลิม ต้องไม่สร้างบาดแผลให้กับพี่น้องมุสลิมด้วยกันเอง ถึงเวลาแล้วที่สังคมจะต้องร่วมกันประณามการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ รู้เท่าทันสงครามข่าวสารและการชักจูงความคิด แยกแยะระหว่างผู้สร้างความสงบสุขกับผู้แสวงหาประโยชน์จากความขัดแย้ง และร่วมกันคืนความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยให้กับพี่น้องมุสลิมทุกท่านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินนี้ด้วยความภาคภูมิใจ โดยไม่ต้องตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อของเกมการเมืองที่ไร้มนุษยธรรมอีกต่อไป
.
บทความโดย : โกวิทย์ แซ่ซอร์ นักสื่อสารมวลชนปฏิบัติการ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ


Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 197,067,423