ไทย–กัมพูชา กำลังเดินเข้าสู่ “สนามกฎหมายทะเลโลก”  ที่แทบไม่เคยถูกใช้ในประวัติศาสตร์กฎหมายทะเลโลก

          ในมุมมองของนักกฎหมายระหว่างประเทศ การจัดตั้งคณะกรรมาธิการประนอมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางเทคนิค แต่เป็นการนำข้อพิพาทเข้าสู่กลไกตาม Annex V ของ UNCLOS ซึ่งตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา ถูกนำมาใช้จริงเพียงไม่กี่กรณี และมีแบบอย่างที่นำไปสู่ข้อตกลงอย่างเป็นรูปธรรมอยู่ในจำนวนจำกัด นับตั้งแต่ UNCLOS มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2537 กลไก Compulsory Conciliation ตาม Annex V Part II แทบไม่ถูกนำมาใช้เลย และจนถึงปัจจุบัน กรณี Australia–Timor-Leste ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่ถูกยกให้เป็นตัวอย่างความสำเร็จเพียงกรณีเดียวที่สามารถนำไปสู่ข้อตกลงถาวรระหว่างคู่พิพาทได้ 
         ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชาในเวลานี้ จึงไม่ใช่เพียงการเตรียมเอกสารหรือการตั้งทีมกฎหมาย แต่คือการก้าวเข้าสู่กระบวนการที่ประชาคมระหว่างประเทศกำลังจับตาว่าจะสามารถสร้าง “Success Story ลำดับที่สองของโลก” ได้หรือไม่  เมื่อคณะกรรมาธิการประนอมมีสมาชิกครบ 5 คนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการกำหนดกรอบการพิจารณาและเปิดรับคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะประกอบด้วยข้อมูลจำนวนมหาศาล ตั้งแต่แผนที่ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ เอกสารด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อมูลเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ไหล่ทวีป ตลอดจนหลักฐานเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่พิพาท จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการไต่สวน โดยทั้งสองประเทศจะส่งนักกฎหมาย นักการทูต ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ นักธรณีวิทยา และผู้เชี่ยวชาญกฎหมายทะเล เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ คล้ายกับการดำเนินคดีในศาลระหว่างประเทศ แต่มีบรรยากาศที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
.
เพราะเป้าหมายของกระบวนการนี้ไม่ใช่การตัดสินว่าใครแพ้หรือชนะ
คณะกรรมาธิการประนอมไม่มีอำนาจออกคำพิพากษา ไม่มีอำนาจบังคับให้รัฐใดรัฐหนึ่งต้องปฏิบัติตาม และไม่มีอำนาจชี้ขาดเส้นเขตแดนเหมือนศาลโลก (ICJ) หรืออนุญาโตตุลาการ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการมีเพียงการลดช่องว่างของข้อพิพาท เสนอแนวทางประนีประนอม และช่วยสร้างทางออกที่ทั้งสองฝ่ายพอจะยอมรับได้ นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทะเลจำนวนมากจึงมองว่า การประเมินความสำเร็จของ Annex V ไม่ควรวัดจากคำว่า “ชนะ” หรือ “แพ้” แต่ควรวัดจากคำว่า “ตกลงกันได้หรือไม่”
หากย้อนกลับไปดูกรณี Australia–Timor-Leste จะพบว่าความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะทางกฎหมาย แต่เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายสามารถหาจุดร่วมในการกำหนดเขตแดนทางทะเลใหม่ และแบ่งผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานร่วมกันได้ นั่นทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า กรณีไทย–กัมพูชาอาจไม่ได้จบลงด้วยการลากเส้นแบ่งเขตแดนแบบเด็ดขาด หากแต่อาจนำไปสู่แนวทางประนีประนอมในรูปแบบอื่น เช่น การแบ่งเขตทะเลบางส่วน การจัดตั้งเขตพัฒนาร่วม (Joint Development Area) หรือการแบ่งผลประโยชน์จากทรัพยากรพลังงานในพื้นที่พิพาท
.
อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมาธิการจะประกอบไปด้วยนักกฎหมายระดับโลก แต่ความสำเร็จของกระบวนการนี้อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประนอมเพียงอย่างเดียว บทเรียนจากกรณี Australia–Timor-Leste ชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ทำให้กระบวนการประสบความสำเร็จจริง ๆ คือ “เจตจำนงทางการเมือง” ของทั้งสองประเทศ หากผู้นำของทั้งสองฝ่ายต้องการหาทางออก คณะกรรมาธิการจะเป็นตัวเร่งให้การเจรจาเดินหน้าได้เร็วขึ้น แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมจะประนีประนอม ต่อให้ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการมีความสมดุลเพียงใด รายงานฉบับสุดท้ายก็อาจกลายเป็นเพียงเอกสารที่ถูกเก็บขึ้นหิ้ง
.
สำหรับไทยและกัมพูชา ผู้เชี่ยวชาญมองว่ามีปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างน้อยสามประการ

ประการแรก คือกระแสชาตินิยมภายในประเทศ เพราะกลไก Compulsory Conciliation ถูกออกแบบมาเพื่อหาจุดตรงกลาง ไม่ใช่เพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด หากสังคมคาดหวังว่ารัฐบาลต้อง “ชนะเท่านั้น” พื้นที่สำหรับการประนีประนอมย่อมหดแคบลง

ประการที่สอง คือปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้งของกัมพูชาในปี 2028 ซึ่งอาจทำให้ประเด็นอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติถูกนำมาใช้ในการเมืองภายในประเทศมากขึ้น

ประการสุดท้าย คือเรื่องทรัพยากรพลังงาน หากพื้นที่พิพาทมีศักยภาพด้านก๊าซธรรมชาติ น้ำมัน หรือทรัพยากรทางทะเลที่มีมูลค่าสูง การแบ่งผลประโยชน์มักเป็นประเด็นที่ซับซ้อนที่สุดของการเจรจา
.
สิ่งที่น่าจับตาในระยะต่อไปจึงอาจไม่ใช่เพียงว่าฝ่ายไทยหรือกัมพูชาจะส่งนักกฎหมายคนใดเข้าต่อสู้คดี แต่คือรายงานฉบับสุดท้ายของคณะกรรมาธิการ 5 คน เพราะแม้รายงานดังกล่าวจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเหมือนคำพิพากษาศาลโลก แต่จะกลายเป็นเอกสารอ้างอิงสำคัญที่ประชาคมระหว่างประเทศใช้ประเมินความสมเหตุสมผลของข้อเรียกร้องของทั้งสองฝ่ายในระยะยาว ท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าไทยหรือกัมพูชาจะเป็นฝ่ายชนะ แต่คือ ไทยและกัมพูชาจะสามารถทำให้กระบวนการ Compulsory Conciliation ภายใต้ UNCLOS กลายเป็น Success Story ลำดับที่สองของโลกได้หรือไม่ เพราะหากทั้งสองประเทศสามารถใช้กฎหมาย เหตุผล และการเจรจา แทนการแข่งขันทางการเมืองหรือแรงกดดันทางทหารได้สำเร็จ นั่นอาจเป็นชัยชนะที่มีคุณค่ามากกว่าการมีผู้แพ้หรือผู้ชนะเพียงฝ่ายเดียวเสียอีก


Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 177,379,574