“มิติความมั่นคงระหว่างประเทศและการเตรียมพร้อมของประเทศไทย”
.
โลกปัจจุบันกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนขึ้น ภัยคุกคามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความขัดแย้งทางทหารระหว่างรัฐ แต่ยังครอบคลุมถึงภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ และความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชo
.
กระแสข่าวที่หลายประเทศแนะนำให้ประชาชนเตรียมสำรองอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในช่วง 72 ชั่วโมงแรก จึงได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าสงครามใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น แต่สะท้อนแนวคิดการบริหารความเสี่ยงและการสร้างความพร้อมรับมือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด
.
โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การคาดการณ์ว่าวิกฤตจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่คือการทำความเข้าใจความเสี่ยงที่กำลังเปลี่ยนแปลง และเตรียมระบบให้สามารถรักษาความต่อเนื่องของชีวิตประชาชนและบริการสำคัญของประเทศได้
.
33 ประเทศเตรียมเสบียงฉุกเฉิน สะท้อนแนวคิดความมั่นคงที่เปลี่ยนไป
.
รายงานที่ Newsweek รวบรวมระบุว่า มีอย่างน้อย 33 ประเทศที่มีคำแนะนำให้ประชาชนเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นสำหรับเหตุฉุกเฉิน โดยระยะเวลาที่แนะนำแตกต่างกัน ตั้งแต่ 72 ชั่วโมงหรือ 3 วัน ไปจนถึงประมาณ 7–10 วันในบางประเทศ ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวเป็นการรวบรวมแนวทางที่มีอยู่ในแต่ละประเทศ ไม่ใช่การประกาศเตือนภัยพร้อมกันหรือมาตรการที่เกิดจากสาเหตุเดียวกันทั้งหมด
.
ตัวอย่างเช่น สหภาพยุโรปประกาศใช้ยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2025 เพื่อยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตหลายรูปแบบ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยไซเบอร์ การบิดเบือนข้อมูล และภัยธรรมชาติ โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ขณะที่บางประเทศมีคำแนะนำแตกต่างกันตามบริบทความเสี่ยงของตนเอง เช่น สวีเดนและนอร์เวย์ที่แนะนำให้เตรียมสิ่งของประมาณหนึ่งสัปดาห์ และเยอรมนีที่มีแนวทางรองรับได้ถึงประมาณ 10 วัน
สิ่งที่น่าสนใจจึงไม่ใช่เพียงจำนวนประเทศ แต่เป็นการปรับแนวคิดจากการรอรับความช่วยเหลือเมื่อเกิดภัย ไปสู่การส่งเสริมให้ประชาชนมีความพร้อมดูแลตนเองในระยะแรกของเหตุฉุกเฉิน แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก National Resilience หรือความยืดหยุ่นของประเทศ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการรักษาระบบสำคัญ ลดความเสียหาย และฟื้นฟูการดำเนินชีวิตของประชาชนหลังเกิดวิกฤต
.
ภัยคุกคาม 3 มิติ เมื่อความเสี่ยงเชื่อมโยงกัน
.
จากมุมมองของ ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ในรายการเปลี่ยนมุมคิด (วิทยุและโทรทัศน์รัฐสภา) สามารถจำแนกความเสี่ยงสำคัญของโลกยุคใหม่ได้ 3 มิติ ซึ่งแม้มีลักษณะแตกต่างกัน แต่สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงกันได้
1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงคราม
ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจโลก เป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะแม้ประเทศหนึ่งจะไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ผลกระทบอาจขยายผ่านระบบการค้า พลังงาน การขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
กรณีความตึงเครียดในตะวันออกกลางเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว หากสถานการณ์ขยายวงกว้าง อาจส่งผลต่อเส้นทางขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมัน ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้าในหลายประเทศ
อย่างไรก็ตาม การประเมินโอกาสเกิดสงครามใหญ่ต้องพิจารณาหลายปัจจัย ทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ต้นทุนความสูญเสียทางทหาร ผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ และช่องทางการเจรจาทางการทูต การเตรียมพร้อมจึงไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการยืนยันว่าจะเกิดสงคราม แต่เป็นการลดความเปราะบางหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป
2. ภัยธรรมชาติและความเปราะบางของระบบสาธารณูปโภค
น้ำท่วม พายุ ดินถล่ม แผ่นดินไหว ไฟป่า และภัยแล้ง ล้วนเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้โดยไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ที่ชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังอาจทำให้ถนนถูกตัดขาด ระบบไฟฟ้าและประปาขัดข้อง การขนส่งหยุดชะงัก รวมถึงการเข้าถึงอาหาร ยา และบริการทางการแพทย์ทำได้ยากขึ้น
.
ในบางพื้นที่ ความช่วยเหลืออาจต้องใช้เวลาเดินทางเข้าถึงตามสภาพพื้นที่และขนาดของภัยพิบัติ การเตรียมความพร้อมในระดับครัวเรือนจึงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนรับมือกับสถานการณ์ในระยะแรกได้
.
3. ภัยไซเบอร์และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
ภัยไซเบอร์สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีการเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่จริง แต่สร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงได้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะการโจมตีระบบไฟฟ้า พลังงาน ประปา การแพทย์ การเงิน และธนาคาร รวมถึงการโจรกรรมข้อมูลและการหลอกลวงประชาชน
.
ความเสี่ยงสำคัญคือระบบต่าง ๆ พึ่งพาเทคโนโลยีและเชื่อมโยงกันมากขึ้น หากระบบหนึ่งขัดข้องอาจส่งผลต่อระบบอื่นตามมา เช่น การหยุดชะงักของระบบชำระเงินอาจกระทบต่อการซื้อขายสินค้าและบริการ ขณะที่ปัญหาในระบบไฟฟ้าอาจส่งผลต่อการสื่อสารและบริการทางการแพทย์ด้วย
.
นอกจากนี้ ปัญญาประดิษฐ์ยังเพิ่มความซับซ้อนให้กับการหลอกลวง โดยเฉพาะการปลอมแปลงเสียง ภาพ และตัวตน หรือ Deepfake ซึ่งอาจถูกนำมาใช้แอบอ้างเป็นบุคคลใกล้ชิด หลอกให้โอนเงิน หรือเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน
.
เมื่อพิจารณาทั้งสามมิติร่วมกัน จะเห็นว่าภัยคุกคามอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ หรือ Cascading Risk เช่น ความขัดแย้งระหว่างประเทศกระทบต่อพลังงาน ขณะที่การโจมตีทางไซเบอร์ซ้ำเติมระบบสาธารณูปโภค และหากเกิดภัยธรรมชาติในช่วงเวลาเดียวกัน ก็อาจทำให้การรับมือยากยิ่งขึ้น
.
สงครามใหญ่ยังไม่ใช่ข้อสรุป แต่การเตรียมพร้อมเป็นสิ่งจำเป็น
.
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและในตะวันออกกลางจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม แต่การประเมินความเสี่ยงจากสงครามจำเป็นต้องพิจารณามากกว่ากระแสข่าวหรือท่าทีทางการเมืองในช่วงใดช่วงหนึ่ง
.
ปัจจัยสำคัญประกอบด้วยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ ต้นทุนความสูญเสียจากการใช้กำลังทางทหาร ตลอดจนบทบาทของการทูตและการเจรจา ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการลดความตึงเครียดและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
.
การเตรียมพร้อมจึงควรแยกออกจากการคาดการณ์ว่าจะเกิดสงคราม โดยเปรียบได้กับการมีถังดับเพลิงติดบ้านไว้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดไฟไหม้ แต่เป็นการเตรียมเครื่องมือเพื่อลดความเสียหายหากเกิดเหตุจริง
.
หลักคิดนี้สำคัญต่อการสื่อสารกับประชาชน เพราะการเชื่อมโยงมาตรการเตรียมพร้อมเข้ากับการคาดการณ์สงครามโดยไม่มีหลักฐาน อาจสร้างความวิตกกังวลและนำไปสู่การกักตุนสินค้าเกินจำเป็น ขณะเดียวกัน การมองข้ามความเสี่ยงก็อาจทำให้ประชาชนขาดความพร้อมเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
.
ประเทศไทยกับการเตรียมพร้อมใน 72 ชั่วโมงแรก
.
สำหรับประเทศไทย ประเด็นการเตรียมความพร้อมได้รับความสนใจภายหลังหลายประเทศเผยแพร่แนวทางสำรองสิ่งของจำเป็น โดยมีข้อเท็จจริงที่ต้องแยกให้ชัดเจนว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงว่า ประเทศไทยไม่ได้ออกประกาศให้ประชาชนกักตุนเสบียง 72 ชั่วโมงเพื่อรับมือสงครามหรือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่วนการเตรียมกระเป๋าฉุกเฉินของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เป็นแนวทางรับมือภัยฉุกเฉินทั่วไป
.
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สมช. ได้หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาควิชาการ เพื่อทบทวนแนวทางเตรียมพร้อมต่อสถานการณ์ความมั่นคงที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ทั้งด้านการประเมินสถานการณ์ การประสานงาน การเตรียมทรัพยากรและกำลังเจ้าหน้าที่ ตลอดจนการสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง
.
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สื่อสารหลักการสำคัญว่า ประชาชนควร “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” พร้อมยืนยันถึงความพร้อมด้านความมั่นคงทางอาหารและพลังงานของประเทศ และการติดตามสถานการณ์ระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
.
สำหรับการเตรียมพร้อมระดับครัวเรือน ปภ. แนะนำให้จัดกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับการดำรงชีวิตในช่วง 72 ชั่วโมงแรก โดยมีสิ่งของจำเป็น 6 หมวด
1. ยาและสุขภาพ เช่น ชุดปฐมพยาบาล ยาสามัญประจำบ้าน ยาประจำตัว และประวัติการรักษา
2. อาหารและน้ำดื่ม โดยเตรียมน้ำสะอาดประมาณ 3 ลิตรต่อคนต่อวัน พร้อมอาหารพร้อมรับประทาน
3. อุปกรณ์สื่อสารและเครื่องมือ เช่น โทรศัพท์ พาวเวอร์แบงก์ ไฟฉาย วิทยุ และนกหวีด
4. เอกสารและเงินสด เช่น บัตรประชาชน สำเนาเอกสารสำคัญ กุญแจสำรอง และเงินสด
5. สุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น กระดาษทิชชู อุปกรณ์ทำความสะอาด และถุงขยะ
6. เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อผ้าสำรอง เสื้อกันฝน หมวก และผ้าห่ม
.
การเตรียมพร้อมดังกล่าวไม่ได้มีเป้าหมายให้ประชาชนต้องพึ่งพาตนเองโดยปราศจากภาครัฐ แต่เป็นการช่วยให้ครัวเรือนดูแลตนเองได้ในระยะเริ่มต้น ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีเวลาเข้าถึงพื้นที่ ประเมินความเสียหาย และจัดสรรความช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
.
ดังนั้น ความพร้อมระดับครัวเรือนจึงต้องเชื่อมโยงกับระบบแจ้งเตือนภัย การสื่อสารของภาครัฐ การบริหารจัดการพื้นที่เสี่ยง และระบบช่วยเหลือฉุกเฉินที่ทำงานร่วมกันได้
.
ยกระดับความมั่นคงจากระดับนโยบายสู่ความพร้อมของประชาชน
เมื่อภัยคุกคามมีหลายมิติและอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน การเตรียมพร้อมจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยมีแนวทางสำคัญ 3 ระดับ
.
👤 ภาครัฐ ควรให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า ทบทวนแผนฉุกเฉิน และฝึกซ้อมร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ทั้งด้านภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ และภัยไซเบอร์ รวมถึงพัฒนาระบบคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานสำคัญและการแจ้งเตือนภัยให้มีประสิทธิภาพ
.
🎥 สื่อมวลชน มีบทบาทสำคัญในการสื่อสารข้อมูลอย่างรับผิดชอบ โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงที่อาจสร้างความวิตกกังวล การนำเสนอควรตอบคำถามให้ชัดเจน 5 ประการ ได้แก่ ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้คืออะไร ข้อมูลใดยังไม่ชัดเจน ใครหรือพื้นที่ใดได้รับผลกระทบ ประชาชนควรปฏิบัติตนอย่างไร และจะมีข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อใด เพื่อช่วยให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์โดยไม่ตื่นตระหนก
.
👥 ประชาชน สามารถเริ่มต้นจากการสำรวจสิ่งของจำเป็นในบ้าน เตรียมยาประจำตัวและเอกสารสำคัญ มีเงินสดสำรองในระดับเหมาะสม รวมถึงวางแผนติดต่อสมาชิกในครอบครัวและกำหนดคำยืนยันเฉพาะเพื่อใช้ตรวจสอบตัวตนเมื่อได้รับโทรศัพท์หรือข้อความที่น่าสงสัย นอกจากนี้ ควรติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและตรวจสอบก่อนส่งต่อ เพื่อป้องกันข่าวลวงและการหลอกลวงผ่านเทคโนโลยี AI
.
ความมั่นคงที่แท้จริง คือความสามารถในการรับมือเมื่อเกิดวิกฤต
.
การเตรียมเสบียงฉุกเฉินในหลายประเทศสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดด้านความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการป้องกันภัยทางทหาร แต่ยังครอบคลุมถึงการรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ สังคม สาธารณูปโภค และการดำรงชีวิตของประชาชน
.
สำหรับประเทศไทย การเตรียมพร้อมจึงควรดำเนินอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ชุมชน และท้องถิ่น ไปจนถึงระดับนโยบาย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัย การทบทวนแผนฉุกเฉิน การคุ้มครองโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ และการสร้างความรู้ให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง
.
แม้เราไม่อาจคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สามารถลดความเสี่ยงและความเสียหายได้ด้วยการเตรียมพร้อมอย่างเหมาะสม เพราะความมั่นคงของประเทศไม่ได้วัดจากความสามารถในการป้องกันภัยเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงความสามารถในการรักษาชีวิตประชาชนและทำให้สังคมกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติหลังผ่านวิกฤต
“ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก เพราะความพร้อมของประชาชน คือรากฐานสำคัญของความมั่นคงของประเทศ”
.
บทความโดย : นิภาพร เทศประสิทธิ์ นักสื่อสารมวลชน ศูนย์ข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ กองส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาครัฐ