ยกระดับ "Open Government " สร้างความเชื่อมั่นภาครัฐ ด้วยระบบตรวจสอบที่เข้าถึงได้

การพัฒนาในบริบทของประเทศไทย แนวคิด Open Government เชื่อมโยงกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การบริหารราชการ “โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง”
.
โดยมี หลักสำคัญของ Open Government มี 3 ด้าน ได้แก่
1.ความโปร่งใส (Transparency) ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญต่อสาธารณะ เช่น งบประมาณ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง ผลการดำเนินงาน หรือข้อมูลบริการประชาชน เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้
2. การมีส่วนร่วมของประชาชน (Participation) เปิดโอกาสให้ประชาชน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เข้ามาเสนอความคิดเห็น ร่วมกำหนดนโยบาย หรือร่วมแก้ไขปัญหาสาธารณะ
3.ความร่วมมือ (Collaboration) หน่วยงานภาครัฐเชื่อมโยงข้อมูลและทำงานร่วมกัน รวมถึงร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริการประชาชน
.
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐ - เอกชน เพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยมีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวไตรศุลี ไตรสรกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
.
โดยในที่ประชุม นายกรัฐมนตรีตอบรับข้อเสนอขับเคลื่อนการป้องกันการทุจริตจากคณะทำงาน Zero Corruption: กกร. และเครือข่าย 6 ประการ พร้อมมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปทบทวนและปรับปรุงกลไกการทำงานภายใน โดยเฉพาะเปิดเผยข้อมูล (open data) การบูรณาการข้อมูล รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าสู่คณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านการต่อต้านการทุจริต นายกรัฐมนตรียังได้ ชื่นชมภาคเอกชนที่ได้จัดทำข้อเสนอแนะอย่างตรงไป-ตรงมา โดยข้อเสนอทั้ง 6 ประการ ประกอบด้วย
1. การปลูกฝังจิตสำนึกการแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน
2. นโยบายต่อต้านการทุจริต โดยให้หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจ มีนโยบาย มาตรการ และระบบกำกับดูแลภายในที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารทรัพยากรบุคคล การออกใบอนุญาต การตรวจสอบ และการประเมินผล
3. ระบบบริหารความเสี่ยงด้านคอร์รัปชัน การป้องกันตั้งแต่ต้นทาง โดยใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ระบุได้
4. การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ที่เข้าถึงได้ ตรวจสอบได้ และนำไปวิเคราะห์ต่อได้ ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างของข้อมูล ลดดุลพินิจ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดคอร์รัปชันเชิงระบบ
5. เทคโนโลยี Big Data และ AI ในการตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสนับสนุนการตรวจสอบแบบ real-time
6. แนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล
.
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าขับเคลื่อนกลไก “Open Government” ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูล เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับการตรวจสอบและการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างมีประสิทธิภาพ
.
ในส่วนของภาคเอกชน ได้แสดงความขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่เปิดพื้นที่ให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้หารือร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมทั้งชื่นชมการตอบสนองที่รวดเร็วหลังได้รับรายงานข้อร้องเรียน โดยสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที ซึ่งถือเป็นระดับความรวดเร็วที่ภาคเอกชนไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นได้
.
ทั้งนี้ ภาคเอกชนมีเจตนารมณ์ในการสะท้อนข้อมูลจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การแก้ไขเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม และนำไปสู่การพัฒนากลไกการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีแผนงาน ผู้รับผิดชอบ กรอบเวลา และตัวชี้วัดที่สามารถติดตามผลได้อย่างชัดเจน ซึ่งทุกภาคส่วนต่างยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการยกระดับระบบกฎเกณฑ์และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD)


Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 171,356,331