ในยุคปัจจุบันที่ภัยคุกคามไม่ได้มาในรูปแบบของการสู้รบตามแนวชายแดนเพียงอย่างเดียว แต่แฝงตัวมาในชุมชนรูปแบบของ "ยาเสพติด" และลุกลามเข้าไปในโทรศัพท์มือถือของทุกคนในรูปแบบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การรับมือกับปัญหาเหล่านี้จึงไม่สามารถพึ่งพาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้อีกต่อไป
จากนโยบายล่าสุดของรัฐบาลที่ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ บูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านความมั่นคง ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า รัฐบาลกำลังปรับทัพการบริหารจัดการความมั่นคงใหม่ทั้งหมด โดยใช้ยุทธศาสตร์การบูรณาการข้ามหน่วยงาน เพื่อแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
.
รัฐบาลได้กำหนดให้ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) , กระทรวงยุติธรรม และ หน่วยงานความมั่นคง เป็น "4 เสาหลัก" อุดช่องโหว่ของการทำงานแบบแยกส่วนในอดีต
> กระทรวงมหาดไทยมีจุดแข็งคือเครือข่ายระดับพื้นที่ ทั้ง ผู้ว่าฯ, นายอำเภอ, กำนัน, ผู้ใหญ่บ้าน ที่เข้าถึงชุมชน
> สตช.มีเครื่องมือการบังคับใช้กฎหมายและการปราบปราม
>กระทรวงยุติธรรมดูแลกระบวนการทางกฎหมาย การยึดทรัพย์ รวมถึงการบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำผิด
>หน่วยงานความมั่นคง ดูแลงานข่าวกรองและภาพรวมความมั่นคงระดับชาติและชายแดน
เมื่อ 4 เสาหลักนี้ทำงานร่วมกัน จะเกิดวงจรการแก้ปัญหาที่ครบถ้วนตั้งแต่ ป้องกัน ปราบปราม บำบัด และฟื้นฟู
.
รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานไว้ 3 ด้านหลักคือ
1. ด้านการป้องกัน: โมเดล "ทีมจังหวัด" และ "ตาสับปะรดชุมชน" ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทำงานแบบ "ทีมจังหวัด" โดยใช้กลไกท้องถิ่นเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง เพราะยาเสพติดและผู้มีอิทธิพลมักเกิดในระดับท้องถิ่น ไม่มีใครรู้ความเคลื่อนไหวในพื้นที่ดีเท่ากำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หากฝ่ายปกครอง ทำงานประสานกับตำรวจ อย่างไร้รอยต่อ จะช่วยสกัดกั้นปัญหาตั้งแต่ต้นลม โดยเฉพาะการยกระดับความปลอดภัยในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยตรง
2. ด้านการปราบปราม: กฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์ และ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" โดยขยายผลถึงผู้บงการ ตัดเส้นทางการเงิน โดยเฉพาะคดีไซเบอร์ ภายใต้หลักการปิดชื่อถือพฤติกรรม ต้องยอมรับว่า ทีีผ่านมาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์, พนันออนไลน์ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละหลายหมื่นล้านบาท การจับกุมผู้กระทำผิดระดับล่าง (บัญชีม้า) ไม่เพียงพอ การประกาศเน้นยึดทรัพย์และตัดเส้นทางการเงินคือการตีที่กล่องดวงใจของอาชญากร นอกจากนี้ วลี “ปิดชื่อถือพฤติกรรม” ถือเป็นสาระสำคัญที่รัฐบาลส่งถึงเจ้าหน้าที่รัฐว่า การบังคับใช้กฎหมายต้องไม่มีสองมาตรฐาน ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นผู้มีอิทธิพลหรือคนใหญ่คนโต หากพฤติกรรมผิดกฎหมาย ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด
3. ด้านการช่วยเหลือประชาชน: ยกระดับ "ศูนย์ดำรงธรรม" โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ระบบร้องเรียนออนไลน์ที่ติดตามสถานะได้ การใช้ Big Data วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง จะช่วยให้การแก้ปัญหารวดเร็วขึ้น และลดขั้นตอนระบบราชการที่ล่าช้า
.
แม้กรอบนโยบายจะมีความชัดเจนและครอบคลุม แต่ในทางปฏิบัติยังมีอุปสรรคที่รัฐบาลและ 4 เสาหลักต้องก้าวข้าม นั่นคือการทะลายกำแพงการทำงานระหว่างหน่วยงาน เป็นเรื่องยากในระบบราชการ การแชร์ข้อมูลข่าวกรองระหว่างมหาดไทยและตำรวจต้องเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ในระดับนโยบาย รวมถึงการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูง และเทคโนโลยีที่ทันสมัย รัฐบาลต้องเร่งจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้ลงสู่ระดับจังหวัดอย่างเพียงพอ สำคัญที่สุดคือ นโยบาย "ปิดชื่อถือพฤติกรรม" จะสำเร็จได้ ต้องมีการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้กระทำผิดเสียเอง
.
หากโมเดลการทำงานแบบ "ทีมจังหวัด" สามารถขับเคลื่อนได้จริง มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์สูงสุด เราอาจได้เห็นการลดลงของปัญหายาเสพติดและภัยไซเบอร์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ทั้งหมดจะตกอยู่ที่ความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง
21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569