ปัญหาที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน จังหวัดนครราชสีมาและปราจีนบุรี เป็นหนึ่งในข้อพิพาทด้านที่ดินที่ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 40 ปี มีต้นตอจากการกำหนดแนวเขตพื้นที่ของหน่วยงานรัฐในอดีตที่ไม่ตรงกัน จนเกิดปัญหาพื้นที่ป่า พื้นที่ทำกิน และพื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนทับซ้อนกัน
จากข้อมูลที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรรวบรวมและเผยแพร่เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2567 พบว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่เป็นผลจากการกำหนดเขตที่ดินและการดำเนินนโยบายของภาครัฐหลายช่วงเวลา ซึ่งส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
ล่าสุด วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาที่ดินทับลาน โดยระบุว่าการดำเนินงานคืบหน้าแล้วประมาณ 80–90% ยึดหลัก “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” เร่งตรวจสอบสิทธิประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีกับกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่าอย่างผิดกฎหมาย
#จุดเริ่มต้นของปัญหา
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาพื้นที่ป่าบริเวณนครราชสีมา ปักธงชัย และโชคชัย ไว้เป็นป่าไม้ถาวร ครอบคลุมพื้นที่ป่าวังน้ำเขียว ป่าครบุรี ป่าเขาภูหลวง ป่าแก่งใหญ่ และป่าแก่งดินสอ
ต่อมาในช่วงปี 2509–2516 มีการประกาศพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติหลายแห่ง ก่อนที่ภาครัฐจะเริ่มดำเนินนโยบายจัดสรรที่ดินและปฏิรูปที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกิน
อย่างไรก็ตาม การกำหนดเขตปฏิรูปที่ดินในบางพื้นที่กลับเกิดขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อน ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า พื้นที่ดังกล่าวได้รับการเพิกถอนจากการเป็นป่าสงวนอย่างถูกต้องแล้วหรือไม่
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะการประกาศเขตปฏิรูปที่ดินไม่ได้ทำให้สถานะป่าสงวนสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายให้ครบถ้วน รวมถึงการส่งมอบพื้นที่ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
ต่อมาในปี 2524 มีการประกาศพระราชกฤษฎีกากำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน ครอบคลุมพื้นที่ป่าวังน้ำเขียว ป่าครบุรี ป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ แนวเขตอุทยานฯ ที่ประกาศใช้มีพื้นที่บางส่วนทับซ้อนกับบริเวณที่ประชาชนอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน รวมถึงพื้นที่ที่รัฐเคยดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชน เช่น หมู่บ้านไทยสามัคคีและโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง (พมพ.)
ข้อมูลที่ถูกรวบรวมโดยมูลนิธิสืบฯ ระบุว่า มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการกำหนดแนวเขตในอดีต โดยเฉพาะการใช้แนวเขตป่าสงวนเดิมเป็นฐานในการประกาศอุทยานฯ โดยไม่ได้สำรวจพื้นที่จริงอย่างละเอียดก่อน จึงทำให้เกิดปัญหาทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์อยู่แล้ว
จากนั้นเป็นต้นมา หน่วยงานรัฐมีความพยายามแก้ไขแนวเขตหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับได้
ตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีทั้งการสำรวจแนวเขต การจัดสรรที่ดิน การรับเรื่องร้องเรียน และการดำเนินคดีกับผู้ครอบครองพื้นที่
โดยในช่วงปี 2554–2555 ผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่วังน้ำเขียว ต่อมาในปี 2557–2558 มีการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าและดำเนินคดีกับผู้ครอบครองที่ดิน ขณะที่ปี 2561 มีประชาชนจากพื้นที่ปักธงชัย ครบุรี และเสิงสางยื่นเรื่องร้องเรียนเพิ่มเติม
#ปัญหาที่พบสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
- พื้นที่ที่มีการจัดสรรหรือเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปที่ดิน แต่มีแนวเขตทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานฯ
- พื้นที่ที่ประชาชนอยู่อาศัยและทำกินมาก่อนการประกาศเขตอุทยานฯ
- พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับโครงการของรัฐ เช่น โครงการ พมพ. และโครงการ คจก.
การแยกปัญหาออกเป็นกลุ่มจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะแต่ละพื้นที่มีที่มาและข้อเท็จจริงแตกต่างกัน ไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันแก้ไขได้ทั้งหมด
#มติ ครม. ปี 2566 จุดเริ่มต้นของการปรับแนวเขต
วันที่ 14 มีนาคม 2566 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแนวทางปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยนำผลสำรวจแนวเขตเมื่อปี 2543 มาใช้ประกอบการจัดทำแผนที่ One Map มาตราส่วน 1:4,000 ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 265,286 ไร่
ต่อมาในช่วงวันที่ 28 มิถุนายน–12 กรกฎาคม 2567 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อแนวทางดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ทำให้เกิดข้อถกเถียงอีกครั้ง โดยเฉพาะข้อกังวลจากมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและเครือข่ายอนุรักษ์ ซึ่งตั้งคำถามถึงความถูกต้องของแนวเขตปี 2543 เนื่องจากยังมีข้อกังวลว่าแนวเขตดังกล่าวไม่ได้ผ่านการประกาศเป็นแนวเขตอุทยานฯ อย่างเป็นทางการ รวมถึงข้อมูลการถือครองที่ดินบางส่วนอาจยังไม่ครบถ้วน
อีกประเด็นที่ฝ่ายอนุรักษ์กังวลคือ หากปรับแนวเขตโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบด้าน อาจเปิดช่องให้เกิดการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดิน และส่งผลกระทบต่อผืนป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นที่มรดกโลก รวมถึงแนวเชื่อมต่อผืนป่า 304 ที่มีความสำคัญต่อการอยู่อาศัยและเคลื่อนย้ายของสัตว์ป่า
#ปัจจุบันรัฐบาลเร่งแก้ปัญหา คืบหน้า 80–90% ตรวจสอบสิทธิประชาชนกว่า 30,000 ราย
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่ดินทับลาน โดยยึดหลัก “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้” และมุ่งแยกการช่วยเหลือประชาชนที่มีสิทธิตามกฎหมายออกจากการจัดการกลุ่มนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่า
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทั้งแนวเขตและสิทธิการครอบครองที่ดิน โดยพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี เพื่อให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความเป็นธรรม ขณะเดียวกันต้องป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนฉวยโอกาสใช้มาตรการช่วยเหลือประชาชนเป็นช่องทางเข้าครอบครองพื้นที่ป่าโดยมิชอบ
กรมอุทยานแห่งชาติฯ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อมูลการครอบครองที่ดิน โดยนำฐานข้อมูลเดิมที่ประชาชนเคยแจ้งการครอบครองจำนวน 20,294 ราย รวม 27,951 แปลง เนื้อที่กว่า 204,010 ไร่ มาใช้ประกอบการพิสูจน์สิทธิ เพื่อหาแนวทางแก้ไขให้ประชาชนกว่า 30,000 ราย ภายใต้กรอบกฎหมายและมติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเร่งหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน 23 ราย ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาความช่วยเหลือตามกระบวนการทางกฎหมาย
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ละเว้นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ โดยกรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำเนินการรื้อถอนรีสอร์ตและบ้านพักตากอากาศในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว 10 แห่ง และอยู่ระหว่างดำเนินการออกหมายบังคับคดีเพื่อรื้อถอนเพิ่มเติมอีก 22 ราย
นอกจากนี้ ยังประสานการใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดตามขั้นตอนกฎหมาย รวมถึงประสานกรมป่าไม้เพื่อปรับปรุงแนวเขตพื้นที่ให้มีความถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น
แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลต้องการแยกให้ชัดระหว่างประชาชนที่มีประวัติการอยู่อาศัยและทำกินมาก่อน กับกลุ่มนายทุนหรือผู้ประกอบการที่เข้ามาบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ เพราะการแก้ไขปัญหาที่ดินทับลานไม่ควรทำให้ประชาชนที่มีสิทธิได้รับความเดือดร้อน ขณะเดียวกันก็ไม่ควรกลายเป็นช่องทางให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากความรับผิด
ปัญหาที่ดินทับลานแสดงให้เห็นว่า ความผิดพลาดหรือความไม่ชัดเจนในการกำหนดแนวเขตของรัฐในอดีต สามารถส่งผลกระทบต่อประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติได้ยาวนานหลายสิบปี
การแก้ไขปัญหาจึงไม่ใช่เพียงการขีดเส้นแบ่งพื้นที่ใหม่ แต่ต้องตรวจสอบให้ได้ว่าใครมีสิทธิอยู่ก่อน ใครได้รับการจัดสรรที่ดินจากรัฐอย่างถูกต้อง พื้นที่ใดเป็นป่าที่ควรได้รับการคุ้มครอง และมีใครใช้ประโยชน์จากความไม่ชัดเจนนี้เพื่อแสวงหาผลกำไรหรือไม่
ความคืบหน้าที่รัฐบาลระบุว่าอยู่ที่ประมาณ 80–90% จึงเป็นอีกก้าวสำคัญ แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือ การพิสูจน์สิทธิประชาชนกว่า 30,000 ราย การช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากคดี และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้บุกรุกพื้นที่ป่า จะดำเนินไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใด
เพราะเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การเลือกว่าจะรักษาคนหรือรักษาป่า แต่คือการทำให้ประชาชนที่มีสิทธิสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง พร้อมกับรักษาผืนป่าที่มีคุณค่าของประเทศให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้หลัก “คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้”