เดินหน้ายกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน ปรับระเบียบรับฟังความคิดเห็น พ.ศ. 2548 ควบคู่ปลดล็อกอุปสรรคท้องถิ่นแก้ไฟป่า–PM 2.5

การบริหารราชการแผ่นดินในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดนโยบายจากภาครัฐแล้วเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่ต้องพัฒนาไปสู่การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา ออกแบบแนวทางแก้ไข ตลอดจนร่วมขับเคลื่อนและติดตามผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งการบริหารจัดการภาครัฐและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มีความซับซ้อนอย่างฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และไฟป่า
.
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569  นายฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อปรับปรุงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ณ ห้องประชุม  อาคารสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ การยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากกว่าการรับฟังความคิดเห็น และการแก้ไขอุปสรรคในการถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM 2.5
.
ปรับระเบียบรับฟังความคิดเห็น สู่การมีส่วนร่วมที่มีความหมาย

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 เป็นกรอบสำคัญที่กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้หน่วยงานของรัฐเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับโครงการของรัฐ เพื่อให้การดำเนินงานคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาชน ทำให้กระบวนการมีส่วนร่วมจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะการทำให้ความคิดเห็นของประชาชนสามารถเชื่อมโยงไปสู่การปรับปรุงนโยบายและการดำเนินงานของภาครัฐได้จริง
.
การหารือครั้งนี้จึงมุ่งพัฒนากระบวนการจากการรับฟังความคิดเห็น (Public Consultation) ไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ตั้งแต่การร่วมคิด ร่วมออกแบบแผนงาน ไปจนถึงการร่วมดำเนินงานและติดตามผล โดยสอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วมขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หัวใจสำคัญของการปรับปรุงจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนเวทีรับฟังความคิดเห็น แต่เป็นการพัฒนาคุณภาพของกระบวนการมีส่วนร่วมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเพียงพอ แสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึง และรับทราบว่าข้อเสนอที่ส่งไปได้รับการพิจารณาอย่างไร
.
ในทางปฏิบัติ กระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความหมายควรเริ่มตั้งแต่การเปิดเผยข้อมูลที่เข้าใจง่ายและทันเวลา การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มประชาชนที่หลากหลาย การนำข้อเสนอไปประกอบการตัดสินใจ ตลอดจนการชี้แจงผลการพิจารณาและเหตุผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการทำงานของภาครัฐได้ ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมควรดำเนินการผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งการประชุมในพื้นที่ การรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์ และการหารือร่วมกับชุมชนหรือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง เพื่อไม่ให้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ อายุ ความรู้ หรือการเข้าถึงเทคโนโลยีกลายเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วม
.
สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเตรียมเร่งรัดการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (สำนักงาน ป.ย.ป.) เพื่อผลักดันการปรับปรุงแนวทางการมีส่วนร่วมให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับบริบทการบริหารภาครัฐในปัจจุบัน ทั้งนี้ การปรับปรุงระเบียบจะเกิดผลอย่างแท้จริงเมื่อหน่วยงานของรัฐนำความคิดเห็นไปใช้ประกอบการตัดสินใจอย่างจริงจัง และสามารถแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ใช่เพียงการดำเนินการให้ครบขั้นตอนตามระเบียบเท่านั้น
.
ปลดล็อกการถ่ายโอนภารกิจไฟป่า เสริมศักยภาพท้องถิ่นให้ทำงานได้จริง

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของการประชุม คือการแก้ไขอุปสรรคในการถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าจากกรมป่าไม้ไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกระจายอำนาจ เพื่อให้หน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดประชาชนสามารถเข้ามามีบทบาทในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง แนวคิดการกระจายอำนาจมีความสำคัญต่อการจัดการไฟป่า เนื่องจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความใกล้ชิดกับชุมชน สามารถเข้าถึงข้อมูลสภาพพื้นที่ รับทราบความเสี่ยง และประสานความร่วมมือกับประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การรับโอนภารกิจไม่ได้หมายความว่าท้องถิ่นจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพทันที หากยังขาดงบประมาณ บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง เครื่องมือ และระบบสนับสนุนที่จำเป็น ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐก่อนหน้านี้สะท้อนให้เห็นว่า การถ่ายโอนภารกิจควบคุมไฟป่าเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้จัดประชุมหารือเพื่อทบทวนการถ่ายโอนภารกิจงานควบคุมไฟป่าให้แก่ท้องถิ่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องป่าสงวนแห่งชาติอย่างยั่งยืน สะท้อนว่าการจัดสรรภารกิจและความพร้อมในการปฏิบัติงานเป็นประเด็นที่หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไขจึงครอบคลุมหลายมิติ ตั้งแต่การจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสมกับความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่ การพัฒนาทักษะบุคลากรด้านการป้องกันและดับไฟป่า การจัดหาอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็น ไปจนถึงการสร้างระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานเจ้าของพื้นที่กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
.
นอกจากนี้ ยังต้องมีความชัดเจนในเรื่องขอบเขตอำนาจหน้าที่ ขั้นตอนการสนับสนุนกำลังคนและอุปกรณ์เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ตลอดจนแนวทางการทำงานร่วมกันในกรณีที่ไฟป่าลุกลามข้ามเขตพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อให้การตอบสนองต่อสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่เกิดช่องว่างระหว่างหน่วยงาน การประชุมครั้งนี้จึงมุ่งบูรณาการการทำงานของ 3 ฝ่าย ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรมป่าไม้ และคณะกรรมการพหุภาคีเพื่อการบริหารงานภาครัฐระบบเปิด เพื่อร่วมกันทบทวนแนวทางดำเนินงานและแก้ไขข้อจำกัดในการปฏิบัติภารกิจของท้องถิ่น เป้าหมายสำคัญคือการทำให้การถ่ายโอนภารกิจมาพร้อมกับทรัพยากร ความรู้ และกลไกสนับสนุนที่จำเป็น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถปฏิบัติงานได้จริง ขณะเดียวกัน กรมป่าไม้ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนความรู้ทางวิชาการ การประสานงาน และการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแก้ไฟป่าที่ต้นทาง ลดความเสี่ยงฝุ่น PM 2.5 อย่างยั่งยืน
.
ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่มีแหล่งกำเนิดหลากหลาย ทั้งการเผาในพื้นที่ป่า การเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร การจราจร และกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมลพิษอื่น ๆ โดยในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้อต่อการระบายมลพิษ ฝุ่นละอองอาจสะสมในบรรยากาศและส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเป็นวงกว้าง การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถพึ่งพามาตรการเฉพาะหน้า เช่น การดับไฟเมื่อเกิดเหตุหรือการแจ้งเตือนประชาชนเมื่อค่าฝุ่นสูงเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการเชิงป้องกันตั้งแต่ก่อนเกิดไฟป่า พร้อมทั้งลดการเผาในพื้นที่เกษตรและจัดการแหล่งกำเนิดมลพิษควบคู่กันไป สำหรับการป้องกันไฟป่า การให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีศักยภาพเพียงพอจะช่วยเพิ่มความพร้อมในการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง สนับสนุนการทำแนวกันไฟ ประสานเครือข่ายอาสาสมัคร และแจ้งเหตุได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่ชุมชนอยู่ใกล้ป่าสงวนแห่งชาติและมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าซ้ำ ข้อมูลจากกรมป่าไม้ที่เผยแพร่ผ่านกรมประชาสัมพันธ์ในปี 2569 ระบุว่า มีการถ่ายโอนภารกิจงานควบคุมไฟป่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศแล้ว 2,674 แห่ง พร้อมดำเนินการส่งเสริมการจัดทำแผนจัดการไฟป่าและสนับสนุนการจัดสรรงบประมาณให้แก่ท้องถิ่น ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนถึงขอบเขตของภารกิจที่ต้องอาศัยการประสานงานและการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม จำนวนหน่วยงานที่รับโอนภารกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันประสิทธิผลของการป้องกันไฟป่าได้ทั้งหมด สิ่งที่ต้องติดตามควบคู่กันคือความพร้อมด้านบุคลากรและอุปกรณ์ ความครอบคลุมของแผนป้องกันไฟป่า ความรวดเร็วในการเข้าระงับเหตุ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
.
การดำเนินงานจึงควรให้ความสำคัญกับการวางแผนล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลพื้นที่เสี่ยงและประวัติการเกิดไฟป่ามาประกอบการจัดสรรทรัพยากร พัฒนาระบบแจ้งเหตุและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนและเครือข่ายชุมชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังและป้องกันไฟป่า ขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จำเป็นต้องเชื่อมโยงมาตรการควบคุมไฟป่ากับการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การลดการเผาในที่โล่ง และการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิดอื่น ๆ เพราะการลดฝุ่นอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและหลายภาคส่วน ไม่ใช่การดำเนินงานของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพียงลำพัง เชื่อมการมีส่วนร่วมกับการแก้ปัญหาจริง สู่การบริหารภาครัฐที่ตอบโจทย์ประชาชน แม้การปรับปรุงระเบียบรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการแก้ไขปัญหาไฟป่าจะเป็นประเด็นที่มีลักษณะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองเรื่องมีจุดร่วมสำคัญ คือการพัฒนากลไกบริหารภาครัฐให้เปิดกว้างประสานงานได้จริง และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน ในด้านการมีส่วนร่วม ภาครัฐต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเสนอปัญหาและร่วมออกแบบแนวทางแก้ไขได้ตั้งแต่ต้น ส่วนด้านการจัดการไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 หน่วยงานส่วนกลางต้องทำงานร่วมกับท้องถิ่นและชุมชน พร้อมจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย การมีส่วนร่วมของประชาชนยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมได้โดยตรง เช่น การนำข้อมูลจากชุมชนมาใช้ระบุพื้นที่เสี่ยง การร่วมกำหนดแผนป้องกันไฟป่า การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง ตลอดจนการติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพต้องดำเนินควบคู่กับการกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการรายงานความคืบหน้าต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามได้ว่าข้อเสนอที่นำเสนอไปได้รับการดำเนินการเพียงใด และการสนับสนุนทรัพยากรส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาอย่างไร
.
สำหรับการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแปลงข้อหารือให้เป็นมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ทั้งการพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมให้มีประสิทธิภาพ การกำหนดกลไกประสานงานระหว่างหน่วยงาน การจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรให้เหมาะสม ตลอดจนการกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลลัพธ์ต่อประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
.
ท้ายที่สุด การปรับปรุงระเบียบรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจะมีความหมายเมื่อเสียงของประชาชนได้รับการนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจ ขณะที่การกระจายอำนาจจัดการไฟป่าจะเกิดผลเมื่อท้องถิ่นมีความพร้อมทั้งด้านคน งบประมาณ และเครื่องมือในการปฏิบัติงาน หากทั้งสองกลไกได้รับการพัฒนาอย่างเชื่อมโยงกัน ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการบริหารภาครัฐให้เปิดกว้าง โปร่งใส และตอบสนองต่อปัญหาของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 194,480,308