กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค เดินหน้าผลักดันปรับเพิ่มเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล หลังชี้โครงสร้างเงินรางวัล “หยุดนิ่ง” มานานกว่า 10 ปี ไม่สอดคล้องรายได้และกำไรของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พร้อมเสนอเพิ่มรางวัลที่ 1 จาก 6 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท หวังคืนความเป็นธรรมให้ประชาชน และช่วยบรรเทาปัญหาผู้ค้ารายย่อยที่แบกรับต้นทุนสูง
วันนี้ (21 พฤษภาคม 2569) นายบุญรวี ยมจินดา รองประธานคณะกรรมาธิการการคุ้มครองผู้บริโภค คนที่สี่ แถลงความคืบหน้าการผลักดันแนวทางปรับเพิ่มเงินรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยระบุว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการแล้ว หลังพบว่าโครงสร้างเงินรางวัลของสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นเวลานาน แม้ยอดการผลิตสลากจะสูงถึงงวดละ 100 ล้านฉบับ
นายบุญรวี กล่าวว่า จากสถิติผู้ซื้อสลากมีโอกาสถูกรางวัลรวมเพียงประมาณ 1.4 ล้านใบ ขณะที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีรายได้และผลกำไรจำนวนมาก จึงเห็นว่าควรนำกำไรส่วนหนึ่งกลับคืนสู่ประชาชนในฐานะผู้บริโภค ผ่านการปรับเพิ่มเงินรางวัล โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาส่งเสริมการพนัน แต่ต้องการสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชน
สำหรับข้อเสนอของ กมธ. ประกอบด้วย การปรับรางวัลที่ 1 จากเดิม 6 ล้านบาท เป็น 10 ล้านบาท รางวัลเลขท้าย 3 ตัว จาก 4,000 บาท เป็น 10,000 บาท และรางวัลเลขท้าย 2 ตัว จาก 2,000 บาท เป็น 5,000 บาท
นอกจากนี้ กมธ.ยังเสนอให้จัดสรรรายได้จากสลากกินแบ่งรัฐบาลเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ให้สอดคล้องกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น พร้อมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของผู้ค้ารายย่อยที่ต้องรับสลากในต้นทุนสูงถึงใบละ 95 บาท หากขายไม่หมดไม่สามารถคืนได้ จนหลายรายต้องแบกรับหนี้นอกระบบ ขณะที่ผู้ค้าส่วนใหญ่ไม่กล้าร้องเรียน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขึ้นบัญชีดำจากยี่ปั๊ว
ในขั้นตอนต่อไป คณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนจะพิจารณาประเด็นต่าง ๆ ก่อนส่งต่อให้ กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค เชิญผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงและหารือร่วมกัน
นายบุญรวี ยืนยันว่า กมธ.จะเดินหน้าผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ตามกรอบกฎหมาย พร้อมเชื่อมั่นว่าการเรียกร้องครั้งนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จ เนื่องจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมีผลกำไรชัดเจน ซึ่งควรนำกลับคืนสู่สังคมและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม