ความสะดวกในการใช้จ่าย ต้องไม่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาหนี้ การเติบโตของการซื้อสินค้าและบริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ทำให้สินเชื่อรูปแบบ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” หรือ Buy Now, Pay Later (BNPL) กลายเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถแบ่งชำระค่าสินค้าได้สะดวกและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเต็มจำนวนในทันที อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสะดวกดังกล่าว ยังมีความเสี่ยงที่ผู้บริโภคอาจตัดสินใจใช้จ่ายเกินกำลัง โดยเฉพาะเมื่อมีภาระผ่อนชำระหลายรายการพร้อมกัน จนกลายเป็นภาระหนี้สะสมในระยะยาว
.
รัฐบาลจึงเดินหน้าวางแนวทางกำกับดูแลสินเชื่อ BNPL เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยกระทรวงการคลังร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์กำกับสินเชื่อประเภทนี้ ระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม – 15 พฤศจิกายน 2569 มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเหมาะสม โปร่งใส และไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการก่อหนี้เกินความสามารถในการชำระคืน
เนื้อหา: 4 ประเด็นสำคัญ ยกระดับการกำกับสินเชื่อ BNPL
1. กำหนดเพดานวงเงินและระยะเวลาผ่อน ป้องกันการก่อหนี้เกินตัว
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง ภายใต้การกำกับดูแลของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย เสนอร่างหลักเกณฑ์กำกับสินเชื่อ BNPL โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญ ได้แก่ ผู้ใช้บริการต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 20,000 บาทต่อราย และระยะเวลาผ่อนชำระแต่ละรายการไม่เกิน 6 เดือน ข้อเสนอเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างกรอบการใช้สินเชื่อที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงจากการซื้อสินค้าโดยไม่คำนึงถึงกำลังชำระหนี้ และช่วยให้ผู้บริโภค สามารถวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างรอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การกำหนดวงเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากผู้ใช้บริการมีสินเชื่อหลายรายการจากผู้ให้บริการต่างกัน การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จึงเป็นอีกกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การกำกับดูแลครอบคลุมความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
.
2. คุมต้นทุนสินเชื่อไม่เกิน 15% ต่อปี เพิ่มความโปร่งใสในการคิดค่าใช้จ่าย
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของร่างหลักเกณฑ์ คือการเสนอให้กำหนดเพดานดอกเบี้ยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องไม่เกิน 15% ต่อปี โดยคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Rate) ซึ่งรวมค่าธรรมเนียมและส่วนเพิ่มของราคาสินค้าที่เกิดจากการเลือกผ่อนชำระตามเงื่อนไขของร่างหลักเกณฑ์ แนวทางนี้มีความสำคัญต่อผู้บริโภค เพราะค่าใช้จ่ายในการใช้สินเชื่ออาจไม่ได้ปรากฏอยู่ในรูปของดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจมีค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง หากผู้ใช้บริการพิจารณาเฉพาะยอดผ่อนต่อครั้ง โดยไม่ทราบต้นทุนทั้งหมด ก็อาจประเมินภาระทางการเงินต่ำกว่าความเป็นจริง การกำหนดเพดานต้นทุนและส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจน จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบทางเลือกทางการเงินได้ดีขึ้น และตัดสินใจใช้บริการบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งนี้ ตัวเลข 15% ต่อปีเป็นข้อเสนอในร่างหลักเกณฑ์ที่อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น ยังไม่ใช่ข้อกำหนดที่มีผลบังคับใช้แล้ว
.
3. ประเมินความสามารถชำระหนี้ แยกการซื้อสินค้าออกจากการสมัครสินเชื่อ
นอกจากการกำหนดวงเงินและต้นทุนแล้ว ร่างหลักเกณฑ์ยังเสนอให้ผู้ให้บริการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า เปิดเผยข้อมูลดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และตารางภาระหนี้อย่างชัดเจน รวมถึงแยกขั้นตอนการตัดสินใจซื้อสินค้าออกจากการสมัครใช้สินเชื่อ ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการออกแบบบริการทางการเงินอย่างรับผิดชอบ เนื่องจากการซื้อสินค้าออนไลน์มักมีขั้นตอนที่รวดเร็ว ขณะที่การเลือกชำระเงินแบบผ่อนอาจทำได้เพียงไม่กี่ขั้นตอน ผู้บริโภคจึงอาจตัดสินใจรับภาระหนี้โดยไม่ได้พิจารณารายละเอียดอย่างรอบด้าน การแยกขั้นตอนดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการพิจารณาเงื่อนไขสินเชื่อก่อนตัดสินใจ พร้อมทั้งช่วยให้เข้าใจชัดเจนว่าการเลือกผ่อนชำระเป็นการใช้สินเชื่อที่มีภาระผูกพัน ไม่ใช่เพียงการเลือกวิธีชำระเงินทั่วไป ขณะเดียวกัน การประเมินความสามารถในการชำระหนี้จะช่วยให้ผู้ให้บริการพิจารณาความเสี่ยงก่อนอนุมัติสินเชื่อ แทนที่จะมุ่งเน้นเพียงความสะดวกและความรวดเร็วในการให้บริการ
4. วางมาตรฐานติดตามหนี้อย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว
ร่างหลักเกณฑ์ยังให้ความสำคัญกับแนวทางติดตามหนี้ที่เหมาะสมและเป็นธรรม เพื่อให้การจัดการหนี้ค้างชำระเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ และลดความเสี่ยงที่ผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบจากกระบวนการติดตามหนี้ที่ไม่เหมาะสม การคุ้มครองผู้บริโภคจึงไม่ควรจำกัดอยู่เฉพาะช่วงก่อนอนุมัติสินเชื่อ แต่ต้องครอบคลุมตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การให้ข้อมูล การตัดสินใจใช้บริการ การชำระหนี้ ไปจนถึงกรณีที่เกิดปัญหาในการชำระคืน หากสามารถกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนและบังคับใช้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อบริการทางการเงินดิจิทัล พร้อมส่งเสริมให้ผู้ให้บริการแข่งขันกันด้วยคุณภาพ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบต่อลูกค้า
.
สร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมทางการเงินกับความมั่นคงของครัวเรือน
การกำกับสินเชื่อ “ซื้อก่อน จ่ายทีหลัง” ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อจำกัดการเข้าถึงบริการทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพยายามสร้างกรอบการให้สินเชื่อที่คำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้และสิทธิของผู้บริโภคควบคู่กัน ตั้งแต่การกำหนดวงเงิน ระยะเวลาผ่อน ต้นทุนสินเชื่อ ไปจนถึงการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามหนี้อย่างเป็นธรรม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าวจนถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th หรือระบบกลางทางกฎหมาย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจมีส่วนร่วมในการพัฒนากติกาที่เหมาะสม ท้ายที่สุด ความท้าทายสำคัญคือการทำให้บริการทางการเงินดิจิทัลยังคงตอบโจทย์การใช้จ่ายของประชาชน ขณะเดียวกันต้องไม่กลายเป็นช่องทางที่ทำให้เกิดภาระหนี้เกินกำลัง เพราะความสะดวกในการซื้อสินค้าอย่างยั่งยืน ควรมาพร้อมกับความสามารถในการชำระคืนและความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือนในระยะยาว