อาชญากรรมออนไลน์ไม่ได้จบลงเมื่อผู้เสียหายโอนเงินให้มิจฉาชีพ เพราะเงินอาจถูกส่งต่อผ่านบัญชีม้าหลายทอด ถอนเป็นเงินสด แปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือเคลื่อนย้ายข้ามประเทศ โดยมีผู้หลอกลวง ผู้จัดหาบัญชี ผู้ควบคุมเส้นทางการเงิน และผู้รับผลประโยชน์เป็นคนละกลุ่มกัน การปราบปรามจึงต้องติดตามให้ได้ว่าเงินผ่านใคร ใครเป็นผู้สั่งการ และใครได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลไทยแถลงผลการตรวจยึดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติรวมกว่า 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นระยะแรก 12,000 ล้านบาท และระยะที่สอง 8,200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การตรวจยึดทรัพย์ไม่ได้หมายความว่าผู้เสียหายได้รับเงินคืนทั้งหมด หรือเครือข่ายถูกทำลายจนไม่สามารถกลับมาก่อเหตุได้
.
อายัดให้เร็ว ติดตามให้ถึงต้นตอ
ประเทศไทยมีศูนย์ AOC 1441 ทำหน้าที่ประสานงานตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งระงับบัญชีต้องสงสัยและติดตามเส้นทางเงิน ขณะเดียวกัน ธนาคารแห่งประเทศไทยผลักดันการจัดการบัญชีม้าโดยพิจารณาความเสี่ยงระดับบุคคล เพื่อป้องกันการเปลี่ยนไปใช้บัญชีใหม่
.
อย่างไรก็ตาม การอายัดบัญชีต้องรวดเร็วและมีช่องทางทบทวนกรณีระงับผิดพลาด เพราะการถูกอายัดไม่ได้หมายความว่าเจ้าของบัญชีมีความผิด และเงินที่โอนไปก่อนหน้าไม่ได้กลับคืนโดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่จึงต้องสืบสวนต่อถึงเส้นทางทรัพย์สิน ผู้ควบคุมเงิน และผู้สั่งการ ไม่ใช่หยุดเพียงการจับเจ้าของบัญชีม้ารายย่อย
ทุกภาคส่วนต้องร่วมตัดวงจร
การปราบปรามต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ได้แก่
* ธนาคารและผู้ให้บริการทางการเงิน ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติ แลกเปลี่ยนข้อมูลตามกฎหมาย และเร่งระงับธุรกรรม พร้อมเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาด
* ผู้ให้บริการโทรคมนาคม สกัดหมายเลขโทรศัพท์และซิมที่ใช้หลอกลวง พร้อมสนับสนุนข้อมูลการสืบสวน
* แพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัล ตรวจจับบัญชีปลอม โฆษณาหลอกลวง และธุรกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมรักษาพยานหลักฐานตามกฎหมาย
* ตำรวจ ปปง. และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เชื่อมโยงข้อมูล ขยายผลถึงผู้สั่งการและผู้รับผลประโยชน์ รวมถึงประสานงานต่างประเทศ
ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลต้องรวดเร็ว ตรวจสอบได้ และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมมีกลไกอุทธรณ์และทบทวนการใช้อำนาจที่กระทบประชาชนสุจริต
4 แนวทางตัดขีดความสามารถของสแกมเมอร์
1. ตัดเงินทุนหมุนเวียน ตรวจจับธุรกรรมผิดปกติและระงับเงินอย่างรวดเร็ว
2. ทำลายโครงสร้างบัญชีม้า สืบสวนผู้จัดหา ผู้ควบคุม และผู้ใช้บัญชีตามพยานหลักฐาน
3. ยึดคืนผลประโยชน์ ติดตามทรัพย์สินและดำเนินคดีกับผู้สั่งการทั้งในและต่างประเทศ
4. ปิดช่องทางหาผู้เสียหายรายใหม่ สกัดการสื่อสารและโฆษณาหลอกลวง พร้อมพัฒนาระบบแจ้งเตือนให้ประชาชนตรวจสอบก่อนโอนเงิน
การบังคับใช้กฎหมายต้องแยกผู้กระทำผิดโดยเจตนาออกจากผู้ที่ถูกหลอก ถูกบังคับ หรือถูกค้ามนุษย์ให้เข้าไปทำงานในเครือข่าย พร้อมคุ้มครองผู้เสียหายและดำเนินคดีกับผู้แสวงหาประโยชน์อย่างเหมาะสม
วัดผลจากการตัดวงจร ไม่ใช่แค่ยอดยึดทรัพย์
สแกมเมอร์สร้างความเสียหายต่อเงินออม ครอบครัว ภาระหนี้สิน และความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่การระงับบัญชีโดยไม่มีช่องทางอุทธรณ์ที่มีประสิทธิภาพ หรือขั้นตอนคืนเงินที่ซับซ้อน ก็อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนได้เช่นกัน
หัวใจของการปราบปรามจึงไม่ใช่เพียงการยึดทรัพย์ได้กี่หมื่นล้านบาท แต่ต้องวัดว่า ผู้เสียหายได้รับเงินคืนจริงเท่าใด เครือข่ายสูญเสียแหล่งทุนและผู้ควบคุมเงินมากน้อยเพียงใด และสามารถกลับมาก่อเหตุซ้ำได้หรือไม่ เพราะการอายัดเงินช่วยหยุดความเสียหายเฉพาะหน้า แต่การขยายผลถึงผู้สั่งการ ยึดคืนผลประโยชน์ และปิดช่องทางหาผู้เสียหายรายใหม่ คือการตัดวงจรสแกมเมอร์อย่างยั่งยืน
21 ต.ค. 69