เปิดเหตุผล.. ทำไม? ประเทศไทย ไม่ขยายเพดานหนี้

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด “หนี้สาธารณะ” ก็เหมือนการที่หัวหน้าครอบครัวกู้เงินมาสร้างบ้าน ซื้อรถ หรือใช้จ่ายในยามฉุกเฉินเพื่อดูแลคนในบ้าน โดยรัฐบาลจะกู้เงินมาขับเคลื่อนประเทศใน 4 เรื่อง คือ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, เป็นเบาะรองรับยามวิกฤต, การลงทุนเพื่ออนาคต และการสร้างมาตรฐานทางการเงิน ย้ำว่าใช้ได้แค่กับ 4 เรื่องนี้เท่านั้น
.
แต่เคยสงสัยไหม? ในขณะที่ประเทศทั่วโลก มีหนี้สาธารณะท่วมเมื่อเทียบกับรายได้ประเทศ (GDP) เช่น สหรัฐฯ เกือบ 200% หรือญี่ปุ่นทะลุ 250% แต่ทำไมประเทศไทยกลับล็อกเพดานหนี้ไว้ไม่เกิน 70% และไม่ยอมขยายเพดานกู้เพิ่มให้รู้แล้วรู้รอด?
.
ไทยมีหนี้สาธารณะเท่าไหร่?
.
จากคำแถลงของโฆษกรัฐบาล ระบุว่า ครม. มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งหลังจากการปรับปรุงแผน จะส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 68.03 ซึ่งยังคงปลอดภัยและอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 70 สะท้อนว่ารัฐบาลยังสามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีเสถียรภาพ และมีพื้นที่ทางการคลังเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
.
ทำไมไทยไม่ขยายเพดานหนี้สาธารณะให้สูงขึ้นเหมือนประเทศอื่น?
.
คำตอบสั้นๆ จาก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือ "ต้องการรักษาวินัยทางการคลัง" คิดภาพตามง่ายๆ การขยายเพดานหนี้ก็เหมือนการแอบขยายวงเงินบัตรเครดิตไปเรื่อยๆ โดยไม่มีแผนหาเงินมาคืนที่ชัดเจน วันนึงนักลงทุนโลกจะไม่เชื่อใจ เมื่อความน่าเชื่อถือลดลง ดอกเบี้ยในการกู้เงินครั้งต่อไปจะแพงขึ้นทันที และจะส่งผลกระทบต่อเนื่องให้บริษัทเอกชนไทยกู้เงินยากตามไปด้วย
..
จริงอยู่ที่หน่วยงานบริษัทจัดอันดับเครดิตระดับโลก มักบอกว่าฐานะทางการเงินของไทยยังแข็งแกร่ง เพราะไทยมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ และหนี้สาธารณะของไทย ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่เรามองแค่ตัวเลขอย่างเดียวไม่ได้ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ความสามารถในการหาเงินรายได้ของรัฐต่างกัน ในทางกลับกัน หากหนี้ของไทยพุ่งสูงโดยไร้แผนรองรับ บริษัทเหล่านี้ก็พร้อมจะ "ลดอันดับความน่าเชื่อถือ” ของไทยทันที ดังนั้น การที่ไทยยังรักษากฎเหล็กนี้ไว้ จึงเป็นการแสดงให้นักลงทุนทั่วโลกเห็นว่า "ไทยเป็นประเทศที่มีวินัยทางการเงิน" ซึ่งช่วยรักษาความเชื่อมั่นไว้ได้
.
กู้ 4 แสนล้าน... เสี่ยงทำหนี้ทะลุเพดานไหม?
.
รัฐบาลมีแผนกู้เงินตาม พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ซึ่งจะดันให้หนี้สาธารณะขยับไปอยู่ที่ 68.18% แม้จะเข้าใกล้เพดานแต่คณะกรรมการนโยบายบริหารหนี้สาธารณะพิจารณาแล้วว่า "เอาอยู่"
.
มองอีกมุมหนึ่ง... ถ้ามองว่าเสี่ยงแล้วรัฐบาลเลือกที่จะ "ไม่ทำอะไรเลย" ผลลัพธ์อาจแย่กว่า ประเทศอาจเผชิญวิกฤตต้นทุนพลังงานและกำลังซื้อจน GDP หรือรายได้หดตัว ซึ่งเมื่อตัวหารลดลง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะพุ่งชนเพดาน 70% อยู่ดี
.
ดังนั้น โจทย์สำคัญในตอนนี้ไม่ใช่การกลัวหนี้จนไม่กล้าขับเคลื่อนประเทศ แต่คือการนำเงินกู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและช่วยประชาชนให้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตและดึงสัดส่วนหนี้ลงในระยะยาว
.
เศรษฐกิจ 4 ปีต่อจากนี้ เลิกกินบุญเก่า! พลิกเกมล่า ‘ทุนใหม่’ ดันไทยสู่แถวหน้าอาเซียน
.
ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.5 - 2.8% จากโครงสร้างการลงทุนเดิมตั้งแต่ยุค 1980 หรือที่หลายคนมองว่าเป็นการ "กินบุญเก่า" นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของ รองนายกฯ เอกนิติ เข้ามาปรับทิศทางในกรอบวาระ 4 ปี โดยจะเปลี่ยนจากการประคับประคองวิกฤตเฉพาะหน้า มาเป็นการวางรากฐานระยะยาวเพื่อเพิ่มรายได้ประเทศ และกระจายผลประโยชน์สู่กลุ่ม SME ประชาชนฐานรากอย่างทั่วถึง
.
พลิกจุดแข็งภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
.
ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค รัฐบาลได้ใช้จุดแข็งของไทย ทั้งความเป็นกลางทางการเมืองระหว่างประเทศ เสถียรภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง และความปลอดภัย เดินหน้าดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติผ่าน BOI โดยมุ่งเน้นไปที่ อุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เน้นกลุ่ม AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล พร้อม ออกแบบกลไกให้เม็ดเงินลงทุนใหม่ไหลเวียนไปถึงผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชน
.
สัญญาณดีปี 2569 นานาชาติเริ่มยิ้มให้ไทย
.
นโยบายนี้ไม่ได้ขายฝัน เพราะเริ่มเห็นผลจริงแล้วในไตรมาสแรกของปี 2569 สภาพัฒน์ (สศช.) รายงานว่า GDP โต 2.8% และล่าสุดการลงทุนภาคเอกชน ในหมวดเครื่องจักร เครื่องมือ และยานพาหนะ เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 10.1% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 11 ปี สะท้อนว่าภาคธุรกิจเริ่มขยายกำลังการผลิต
.
ผลลัพธ์จากการขับเคลื่อนนโยบายนี้ เริ่มส่งสัญญาณเชิงบวกตั้งแต่ช่วงแรกของรัฐบาล โดยสามารถผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 0.3% ขึ้นมาสู่ 2.5% ส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's Ratings ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก "เชิงลบ (Negative)" ขึ้นสู่ระดับ "มีเสถียรภาพ (Stable)" พร้อมคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ Baa1 
.
เป้าหมายระยะยาวและเวทีโลก
.
แม้ว่าการลงทุนในวันนี้อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อออกดอกออกผลอย่างเต็มที่ แต่นี่คือขั้นตอนสำคัญที่จะช่วยยกระดับไทยให้ขึ้นมาอยู่ระดับแนวหน้าของอาเซียน พร้อมสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
.
และใน ปี 2026 นี้ ไทยเรายังได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมโอลิมปิกทางการเงินระดับโลกอย่าง IMF-World Bank Group Annual Meetings ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการสปอตไลท์บอกนักลงทุนทั่วโลกว่า "ประเทศไทยพร้อมแล้ว... เข้ามาลงทุนกันได้เลย!"
.
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT), สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.), เว็บไซต์รัฐบาลไทย

 

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid0XzAkZ6XrGZ2SFuRCEEAc2g8fAAfxpz8F2d4j7xyrjYmGPrRPNv5XkP7Ah58C6ZSKl&id=100063727993496


ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก “ข่าวจริงประเทศไทย”
🔵 Facebook : ข่าวจริงประเทศไทย
⚫ X : @realnewsthai
🔴 YouTube : เรื่องรัฐ Update

#ข่าวจริงประเทศไทย #realnewsthailand #หนี้สาธารณะ #วินัยการเงินการคลัง #เศรษฐกิจไทย #กระทรวงการคลัง #ธนาคารแห่งประเทศไทย #สภาพัฒน์ #เงิน #อันดับความน่าเชื่อถือ #อุตสาหกรรม #การลงทุน #BOI #AI #SME #เศรษฐกิจฐานราก #ภูมิรัฐศาสตร์ #นโยบายรัฐบาล #เอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ #IMFWorldBank2026

Location and Contact

01 Jan, 1970 - 01 Jan, 1970

Comment

×
Share Article
Copyright 2022, The Government Public Relations Department
Web Traffic Statistics : 171,356,650