วิกฤตการณ์น้ำท่วมไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจในระดับฐานราก โดยเฉพาะกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า และผู้ประกอบการรายย่อย ที่ต้องเผชิญกับภาวะสินค้าเสียหาย ร้านค้าถูกน้ำท่วมขังจนไม่สามารถเปิดทำมาหากินได้ ส่งผลให้รายได้หดหายอย่างฉับพลัน ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้สินเดิมยังคงวิ่งอยู่อย่างต่อเนื่อง
.
ในภาวะที่ "เงินขาดมือ" และมีความจำเป็นต้องหาเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร่งด่วนเพื่อนำมาซ่อมแซมร้านค้า หรือสั่งซื้อสินค้าล็อตใหม่มาประคองชีวิต กลุ่มพ่อค้าแม่ค้าจึงกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของกลุ่ม "มิจฉาชีพสินเชื่อปลอม" ที่ฉวยโอกาสบนความเดือดร้อน ซ้ำเติมความทุกข์ยากด้วยกลอุบายที่แยบยลและอันตรายยิ่งขึ้น
.
กลอุบายสินเชื่อปลอม: หลุมพรางในวันที่เงินขาดมือ
มิจฉาชีพในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีและช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น SMS, Facebook, TikTok, Line หรือแอปพลิเคชันส่งข้อความต่างๆ ในการส่งโฆษณาชวนเชื่อที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยมักใช้คำโปรยที่จูงใจและตอบโจทย์คนที่กำลังร้อนเงิน เช่น:
.
"อนุมัติง่าย ได้เงินไว ภายใน 5 นาที"
"ไม่ตรวจเครดิตบูโร ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้"
"ไม่ต้องมีคนค้ำประกัน ไม่ต้องใช้เอกสารยุ่งยาก"
"ดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม"
.
เมื่อเหยื่อหลงเชื่อกดลิงก์หรือติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะเริ่มกระบวนการหลอกลวงทันที โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่:
.
- หลอกให้โอนเงินก่อน (Pre-payment Scam)
มิจฉาชีพจะทำทีเป็นอนุมัติวงเงินกู้ตามที่ขอ แต่เมื่อถึงขั้นตอนการรับเงิน จะเริ่มสร้างเงื่อนไขและอุบายต่างๆ เพื่อให้เหยื่อโอนเงินไปก่อน เช่น
.
ค่าธรรมเนียมการค้ำประกัน หรือ ค่าดำเนินการเอกสาร
ค่าเปิดบัญชีใหม่ หรือ ค่ามัดจำวงเงิน
การอ้างว่าเหยื่อกรอกข้อมูลผิด (เช่น เลขบัญชีผิด) ทำให้ระบบล็อก และต้องโอนเงินเพื่อ "ปลดล็อกระบบ"
.
เมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว มิจฉาชีพก็จะสร้างเงื่อนไขใหม่เพื่อหลอกให้โอนเพิ่มเรื่อยๆ จนกระทั่งเหยื่อเริ่มรู้ตัวและหยุดโอน มิจฉาชีพก็จะตัดการติดต่อและบล็อกช่องทางทันที ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าที่เดือดร้อนอยู่แล้ว ต้องสูญเสียเงินก้อนสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย
.
- หลอกเอาข้อมูลส่วนตัว (Data Theft & Phishing)
มิจฉาชีพจะส่งลิงก์ให้เหยื่อกรอกข้อมูลส่วนบุคคลที่สำคัญ เช่น เลขบัตรประชาชน, วันเดือนปีเกิด, รหัสหลังบัตร (Laser ID), รหัส OTP, หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงิน นำไปเปิดบัญชีม้า หรือใช้ในการเข้าถึงแอปพลิเคชันธนาคารของเหยื่อโดยตรง
.
แอปพลิเคชันกู้เงินเถื่อน : ภัยเงียบที่แฝงมากับสมาร์ทโฟน
นอกจากการหลอกให้โอนเงินแล้ว อีกหนึ่งภัยมืดที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือ "แอปพลิเคชันกู้เงินเถื่อน" ซึ่งมักจะให้เหยื่อดาวน์โหลดผ่านลิงก์ภายนอก (APK) หรือแฝงตัวมาในสโตร์ออนไลน์
.
เมื่อเหยื่อติดตั้งแอปพลิเคชันเหล่านี้ ระบบจะบังคับให้กดยอมรับ "การเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์มือถือ" (Permissions) ไม่ว่าจะเป็น:
- รายชื่อติดต่อในโทรศัพท์ (Contacts)
- คลังรูปภาพและวิดีโอ (Photos/Media)
- ประวัติการโทร และ SMS
- พิกัดตำแหน่งที่อยู่ (Location)
.
ผลกระทบอันรุนแรงจากแอปเถื่อน:
การได้เงินไม่เต็มจำนวนและดอกเบี้ยโหด: กู้ 5,000 บาท อาจได้รับเงินจริงเพียง 2,500 - 3,000 บาท โดยถูกหักเป็น "ค่าธรรมเนียม" และต้องชำระคืนเต็มจำนวนพร้อมดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่ากฎหมายกำหนดหลายเท่าตัวภายในระยะเวลาสั้นๆ (เช่น 7 วัน)
.
การคุกคามและข่มขู่: หากชำระล่าช้า มิจฉาชีพจะใช้ข้อมูลรายชื่อติดต่อที่ดูดไปจากเครื่อง ส่งข้อความหรือโทรศัพท์ไปหาญาติ เพื่อนร่วมงาน หรือลูกค้าร้านค้า เพื่อประจาน ส่งรูปภาพตัดต่อ หรือข่มขู่ให้เกิดความอับอายและหวาดกลัว ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและการทำมาค้าขายอย่างหนัก
.
คู่มือรอด: วิธีตรวจสอบและป้องกันตนเองจากสินเชื่อปลอม
เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและโดนซ้ำเติมในภาวะวิกฤต พ่อค้า แม่ค้า และประชาชนทั่วไปควรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกัน ดังนี้:
.
1. ตรวจสอบสถานะผู้ให้บริการก่อนกู้เสมอ
ก่อนตัดสินใจยื่นกู้หรือให้ข้อมูลใดๆ ให้ทำการตรวจสอบว่าผู้ให้บริการรายนั้นได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือ กระทรวงการคลัง หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ผ่านช่องทาง:
- แอปพลิเคชัน / เว็บไซต์ "เช็คแอปเช็คเงินกู้" ของธนาคารแห่งประเทศไทย
- โทรสายด่วน ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศนธ.) โทร. 1213
.
2. ยึดหลัก "กู้จริง ต้องไม่โอนก่อน"
จำไว้เสมอว่า สถาบันการเงินหรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) ที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่มีนโยบายให้ผู้กู้โอนเงินค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำ หรือค่าดำเนินการใดๆ ก่อนการอนุมัติและโอนเงินกู้เข้าบัญชีเด็ดขาด หากมีการขอให้โอนเงินก่อน ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
.
3. ระวังแอปพลิเคชันที่ขอสิทธิ์เข้าถึงเกินความจำเป็น
หากแอปพลิเคชันกู้เงินมีการขอสิทธิ์เข้าถึง "รายชื่อติดต่อ" "รูปภาพ" หรือ "SMS" ให้ปฏิเสธและถอนการติดตั้งทันที เพราะสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือจะไม่มีความจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้ในเครื่องของคุณ
.
4. พึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐและธนาคารพาณิชย์
ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ภาครัฐและธนาคารต่างๆ มักมี "มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม" ออกมาอย่างเป็นทางการ เช่น การพักชำระหนี้ การขยายเวลาชำระหนี้ หรือการให้สินเชื่อฟื้นฟูอัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) พ่อค้าแม่ค้าควรติดต่อสอบถามโดยตรงที่สาขาของธนาคาร หรือเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของธนาคารนั้นๆ โดยไม่ผ่านนายหน้าหรือลิงก์ที่ส่งมาทาง SMS
.
ความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาตินับเป็นภาระที่หนักหนาอยู่แล้วสำหรับพ่อค้าและแม่ค้า การมีสติและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์จึงเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่จะช่วยไม่ให้ชีวิตต้องตกต่ำลงไปกว่าเดิม เพียงยึดหลัก "ไม่เชื่อ ไม่โอน ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัว" และ "ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนกู้เสมอ" ก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย
.
หากหลงเชื่อโอนเงินหรือให้ข้อมูลไปแล้ว ให้รีบดำเนินการติดต่อศูนย์แจ้งเหตุแบงก์ชาติ/ธนาคารเจ้าของบัญชีเพื่อระงับบัญชีทันที และแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วนตำรวจไซเบอร์ โทร. 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง
.
บทความโดย : โกวิทย์ แซ่ซอร์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารแห่งชาติ กองส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ภาครัฐ กรมประชาสัมพันธ์
21 ต.ค. 69